วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๘ พระนารทะ (หน้า ๓)

""ข้าแต่พระชนกเจ้า บุคคลใดคบสัตบุรุษ มีศีล หรือสัตบุรษ ไร้ศีล  บุคคลนั้นย่อมเป็นไปตามอำนาจวิสัยของผู้นั้น  คบคนเช่นใดก็เป็นเช่นนั้น  ย่อมติดนิสัยของผู้ที่ตนคบหาสมาคมด้วย  เหมือนลูกศรอาบยาพิษย่อมเปื้อนแล่ง  ฉะนั้น  นักปราชญ์กลัวแปดเปื้อนจึงไม่คบมิตรชั่ว เพราะถือว่า  ใบไม้ย่อมมีกลิ่นเหม็นเพราะเอาไปห่อปลาเน่า  แต่ใบไม้จะมีกลิ่นหอมถ้าได้เอาไปห่อหุ้มของหอม  การคบกับนักปราชญ์ก็จะทำให้คนนั้นเป็นนักปราชญ์ตามไปด้วย

"ในอดีต  หม่อมฉันเกิดเป็นชาย  เป็นบุตรนายช่างทอง  คบหาบาปมิตรคนหนึ่ง  จึงกระทำบาปไว้มาก  เที่ยวทำชู้กับภรรยาผู้อืน  ราวกะจะไม่ตาย  แต่บาปกรรมยังไม่ให้ผล  เหมือนไฟที่เถ้าปกปิดไว้  ต่อมาหม่อมฉันได้ไปเกิดนตระกูลเศรษฐี  ได้คบหากัลยาณมิตรผู้รักดีมีปัญญา  เขาได้ชักนำให้หม่อมฉันทำแต่ประโยชน์  แต่ผลบุญที่ทำไว้ก็ยังไม่ให้ผล  เหมือนขุมทรัพย์ที่ฝังไว้  พอจุติจากชาติที่เป็นบุตรเศรษฐีก็ให้ผล  ต้องตกอยู่ใน  `โรรุวนรก` ช้านาน  นึกขึ้นมาแล้วไม่สุขใจเลย  พ้นจากนรกนั้นก็มาเกิดเป็นลา  ถูกเขาตอนเพราะเศษกรรมยังเหลืออยู่อีก  ถูกเขาขี่หลังบ้าง  ใช้เทียมรถบ้าง  นั่นเป็นผลกรรมที่เป็นชู้ภรรยาผู้อื่น  จากชาติที่เป็นลาก็มาเกิดเป็นลิงในป่า  ถูกลิงนายฝูงขบลูกอัณฑะ  จะร้องเท่าไรก้ไม่ปล่อย  ได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส  นั่นก็เป้นผลของการที่เป็นชู้ภรรยาผู้อื่น  จากชาติที่เป็นลิงก็มาเกิดเป็นโค  ถูกเขาตอนเอาไว้ใช้งานอยู่ช้านาน  จากชาติโคก็มาเกิดเป็นกะเทยในตระกูลมั่งคั่ง  กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์นี้ยากจริง ๆ  นั่นก็เป็นผลของการเป็นชู้ภรรยาผู้อื่น  พอพ้นจากชาติที่เป็นกะเทยไปได้  ผลบุญที่ทำไว้เมื่อเป็นบุตรเศรษฐีมีเพื่อนดีนั้นก็เริ่มส่งผล  จึงได้ไปเกิดเป็นเทพอัปสรมีรูปโฉมงดงามอยู่ในชั้นดาวดึงส์  ตามที่ได้กราบทูลมานี้  เป็นอันว่ากรรมที่เราทำ  จะเป็นบุญหรือบาปก็ตาม  ย่อมจะติดตามเราไปทุก ๆ  ชาติไม่มีหยุด   ทำลงไปแล้วจะต้องได้รับผลตามลำดับก่อนหลังทุกประการ

"ชายใดปรารถนาจะเป็นบุรุษทุกชาติไป  ก็พึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย  ให้เหมือนกับเท้าที่ล้างสะอาดแล้วเว้นแตะต้องเปือกตม  ฉะนั้น  หญิงใดหวังจะเป็นบุรุษทุก ๆ  ชาติ  ก็พึงยำเกรงสามี  ให้เหมือนกับว่าบาทบริจาริกาของพระอินทร์  ฉะนั้น  ผู้ใดปรารถนาทรัพย์  อายุ  ยศ  สุข  ก็พึงเว้นบาปทั้งหลายเสีย  ประพฤติแต่สุจริตธรรม  ผู้ที่มียศ  ทรัพย์สมบัติบริบูรณ์ในโลกนี้  ล้วนแต่เป็นผู้เคยได้สั่งสมความดีไว้ในปางก่อนแล้วทั้งนั้น  สัตว์ทุกเหล่ามีกรรมเป็นของตน เป็นไปตามอำนาจกรรมที่ตัวเองทำขึ้น

"ข้าแต่พระชนก  พระองค์อย่าทรงถือถ้อยคำของคนเปลือยกายผู้มิจฉาทิฐิเลย  โลกนี้มี  โลกหน้าก็มี  สมณพราหมณ์มี  ผลของความดีความชั่วมี  ขอพระองค์จงเชื่อคำของกัลยาณมิตรเช่นหม่อมฉันกล่าวนี้เถิด"

แม้พระนางรุจาราชกุมารีกราบทูลถึงอย่างนั้น  ตั้งแต่เช้าจนตลอดคืน  ก็ไม่สมารถจะปลดเปลื้องพระชนกจากมิจฉาทิฐิได้  ถึงกระนั้น  พระนางก็มิได้ละความพยายาม  ดำริหาช่องทางต่อไปอีกว่า  จะต้องหาอุบายอย่างใดอยางหนึ่ง  ทำความสำเร็ให้จงได้  จึงประคองอัญชลีขึ้นแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า  "ถ้าเทพยดาฟ้าดินมีอยู่  ก็ขอให้โปรดมาช่วยเปลื้องมิจฉาทิฐิของพระชนกด้วยเถิด  จะได้บังเกิดวามสวัสดีแกสากลโลก"

ครั้งน้้น  มีพราหมณเทพองค์หนึ่ง  ชื่อ  นารทะ  เป็นผู้้งมั่นอยู่ในนเมตตา กรุณา  คอยหาโอกาสที่จะให้ความอุปการะเกื้อกูลแก่ผู้อื่นอยู่เสมอ  ในวันนั้นเห็นว่า  พระนางรุจาราชกุมารีกำลังพยายามทำความดีอันยิ่งใหญ่  ควรจะช่วยเหลือให้สำเร็จลุล่วงไป  คนอื่นไม่มีใครสามารถที่จะปลดเปลื้องมิจฉาทิฐิของพระเจ้าอังคติราชได้  จึงแปลงเพศเป็นบรรพชิตเอาภาชนะทองใส่สาแหรกข้างหนึ่ง  คนโทน้ำแก้วประพาฬใส่อีกข้างหนึ่ง  ใส่คานทองงามงอนวางเหนือบ่า  เหาะมาโดยเร็ว  ตรงเข้าสู่จันทรปราสาทอันเป็นที่ประทับของพระเจ้าอังคติราช  แล้วยืนลอยอยู่  ณ  เบื้องพระพักตร์ของพระราชา

พระนางรุจาราชกุมารีเห็นพระนารทะมาดังนั้น  จึงก้มลงนมัสการ  ส่วนพระเจ้าอังคติราชพอทอดพระเนตรเห็น  ก็ทรงตะลึง  ไม่อาจประทับอยู่บนราชอาสน์ได้  จึงเสด็จลงมาประทับยืนบนพื้นแล้วตรัสถามว่า  "ท่านมีวรรณงาม  ส่องสว่างจ้าราวกะพระจันทร์ในวันเพ็ญ  ท่านมาจากไหน ?"

"อาตมาภาพมาจากเทวโลกเดี๋วนี้  มีนามว่า  นารทะ"  นารทะตอบ

"การที่ท่านยืนอยู่บนอากาศได้เช่นนั้น  น่าอัศจรรย์  ท่านนารทะ  ขอถามท่านสักหน่อยเถอะ  เหตุใดท่านจึงมีฤทธิ์เช่นนั้น ?"  พระราชาตรัสถาม

"เพราะอาตมาภาพได้บำเพ็ญคุณธรรม ๔  ประการไว้ในชาติก่อน  คือ  สัจจะ  ธรรมะ  ทมะและจาคะ  จึงมีฤทธิ์เดชไปไหนได้ตามปรารถนารวดเร็วทันใจ"  นารทะตอบ

"ผลบุญมีหรือท่าน  บุญฤทธิ์ที่ท่านบอกน่าอัศจรรย์  ถ้าเป็นจริงอย่างท่านว่า  ข้าพเจ้าอยากจะขอถามบ้าง  โปรดช่วยชี้แจงให้เข้าใจด้วยเถิด"

พระนารทะ  "ขอถวายพระพร  พระองค์ทรงสงสัยข้อใดก็จงตรัสมาเถิด"

พระราชา  "ข้าแต่ท่านนารทะ  เขาพูดกันว่า  มีเทวดา  มีบิดามารดา  มีปรโลก  มีจริงหรือ ?"

พระนารทะ  "ที่เขาว่านั้น  มีทั้งนั้น แต่นรชนผู้หลงงมงายหารู้ไม่"

พระราชา  "ข้าแต่ท่านนารทะ  ถ้าท่านเชื่อว่า  ปรโลกมีจริง  ผู้ที่ตายไปแล้ว  ก็มีที่อยู่นะซิ  ถ้ากระน้้น  ข้าพเจ้าขอยืมทรัพย์ท่านไว้ใช้ในโลกนี้สักห้าร้อยเถิด  ถึงโลกหน้าข้าพเจ้าจะใช้ให้พันหนึ่ง"


.................................................


(ยังมีต่ออีก)













                                                                                                                                

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๘ พระนารทะ (หน้า ๒)

"รูปกายอันประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔  นี้  เมื่อแตกทำลายลงก็แยกจากกันไป  ความสุขทุกข์ก็ลอยไปตามลม  ใครฆ่าใคร  ทำร้ายใคร  เบียดเบียนใครไม่เป็นบาป  ดาบที่ฟันเข้าไปในเนื้อย่อมเป็นไปตามเรื่อง  ไม่จัดว่าใครทำร้าย

อลาตเสนาบดีได้ฟังดังนั้น  จึงกล่าวเสริมขึ้นว่า  "คำที่ท่านอาจารย์วิสัชนานั้นป็นความจริงเหลือเกิน"

คุณาชีวกได้อธิบายตามความเห็นของตนต่อไปว่า  "สัตว์ทุกจำพวกเมื่อเวียนว่ายตายเกิดไปในวัฏสงสารถึง ๘๔ กัป  ก็บริสุทธิ์ไปเอง  เมื่อยังไม่ถึงกำหนดนั้น  แม้จะสำรวมระวัง  แม้จะประพฤติดีเท่าดี  ก็บริสุทธิ์ไม่ได้  แต่ถ้าถึงกำหนดนั้นแล้ว  แม้จะได้กระทำบาปไว้มากมาย  ก็ไม่เกินกำหนดนั้นไปได้  ถึง ๘๔ กัป  เป็นต้องบริสุทธิ์ขึ้นเองตามกาล  ไม่เลยเขตนั้นไปได้เป็นแน่แท้ราวกับกระแสคลื่นย่อมไม่ซัดล่วงเลยฝั่งไปได้ฉันนั้น"   

พระเจ้าอังคติราชได้สดับดังนั้น  จึงตรัสว่า  "ท่านอาจารย์  ข้าพเจ้าได้ประมาทมานานทีเดียว  เพราะหลงเชื่อว่า  ทำความดีแล้วจะได้ไปสู่สุคติ  จึงงดเว้นจากความเพลิดเพลินในกามคุณ  ขวนขวายแต่ในทางธรรมพร่ำสอนชี้แจงความดีความชั่วแก่ประชาราษฎร  บัดนี้ เราได้ท่านอาจารย์ชี้แจงให้เห็นความจริงแล้ว  ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า   บุญไม่มี  คนจะบริสุทธิ์ได้เองเมื่อถึงกำหนดเวลา  แต่นี้ไปพวกข้าพเจ้าจะเพลิดเพลินในกามคุณ  แม้แต่การฟังธรรมคำสอนในสำนักของท่านก็เสียเวลาเปล่าไม่เกิดผลอันใด  ขอท่านจงอยู่สบายเถิด  ข้าพเจ้าจะลาไปรีบหาความเพลิดเพลินในกามคุณละ"

เมื่อพระเจ้าอังคติราชาเสด็จกลับถึงราชนิเวศน์แล้ว  รุ่งขึ้นจึงเรียกประชุมเหล่าอำมาตย์ทั้งหลาย  เมื่อเหล่าอำมาตย์ประชุมพร้อมกันแล้ว  จึงมีพระดำรัสว่า  "พวกท่านจงบำเรอกามคุณกันเถิด  นับแต่นี้ไปเราจะเสวยความสุขในกามคุณเท่านั้น  อย่ารายงานกิจการอะไรให้เราทราบเลย  จงวินิจฉัยกันไปเองเถิด"

ขณะนั้น  เกิดลือกันขึ้นทั่วพระนครว่า  พระราชาเป็นมิจฉาทิฐิ  เชื่อตามคำของคุณาชีวก  บรรดาพระพี่เลี้ยงนางนมจึงทูลพระนางรุจาราชกุมารีว่า  "ข้าแต่พระแม่เจ้า  พระชนกของพระองค์ทรงเป็นมิจฉาทิฐิไปเสียแล้ว  เพราะเชื่อถ้อยคำของคุณาชีวก  รับสั่งให้รื้อโรงทานที่ประตูเมืองทั้ง ๔  ข่มขืนหญิงและเด็กที่มีผู้ปกครองหวงห้าม  ไม่ทรงวิจารณ์ราชกรณียกิจเลย  มัวเมาอยู่แต่ในกามคุณเท่านั้น"

พระนางรุจาราชกุมารีได้สดับคำพระพี่เลี้ยงนางนมเช่นนี้  ก็คอยหาโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดา  เพื่อกราบทูลให้ทรงเปลี่ยนพระทัย  เมื่อได้โอกาาสจึงเข้าเฝ้าพระบิดาพร้อมด้วยบริวาร

"เจ้ายังคงมีความสุขสบายดีอยู่หรือ  มีอะไรบกพร่องในสิ่งที่เขาปฏิบัติแก่เจ้าบ้างหรือไม่ ?"  พระราชาตรัสถาม

"ข้าแต่พระบิดา  หม่อมฉันได้รับความสุขสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง  ที่หม่อมฉันมาเฝ้าครั้งนี้ก็เพื่อกราบทูลขอพระราชทานทรัพย์สัก  ๑,๐๐๐  เพื่อเอาไปให้ทานอย่างที่เคยทำมา  เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ  เพคะ"  พระราชกุมารีกราบทูล

ทรัพย์ของพ่อที่มีอยู่  ลูกนำไปใช้จ่ายเสียในทางที่ไม่เป็นประโยชน์เป็นจำนวนมากโดยไม่ได้รับผลตอบแทนเลย  นี่เจ้ายังคงอดอาหารในวันอุโบสถอยู่อีกหรือ  ไม่ได้บุญดอกลูก  ปรโลกไม่มีดอกลูก  ลำบากเปล่า ๆ  ไม่มีประโยชน์อะไร"  พระราชาตรัส

 "ข้าแต่พระบิดา  บัดนี้  หม่อมฉันได้เห็นประจักษ์แล้วว่า  ผู้ใดคบคนพาล  ผู้นั้นก็เป็นพาลไปด้วย  ผู้หลงอาศัยคนหลงจึงหลงยิ่งขึ้น  ข้าแต่พระชนก  พระองค์ก็ชื่อว่า  ทรงมีพระปรีชาสามารถ  ฉลาดรู้อรรถธรรม  ไฉนหาผลมิได้  ชนส่วนมากไม่รู้อะไร  พอได้ฟังคำของคุณาชีวกเข้าก็หลงเชื่องมงาย  เมื่อเบื้องต้นยึดผิดเสียแล้ว  ก็ยากที่จะปลดเปลื้องจากหายนะไปได้  เหมือนปลาติดเบ็ดยากที่จะดิ้นให้หลุดได้  ฉะนั้น"  พระราชกุมารีกราบทูล

ขณะที่พระชนกกำลังทรงดุษณีอยู่นั้น  พระนางรุจาราชกุมารีจึงกราบทูลต่อไปว่า  "ข้าแต่พระชนกเจ้า  หม่อมฉันอยากจะยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบถวาย  บัณฑิตบางคนในโลกนี้รู้เรื่องด้วยอุปมา  เรือพ่อค้าบรรทุกสินค้าหนักเกินประมาณ  ย่อมจะไปจมลงในมหาสมุทร  ฉันใด  ชนผู้สั่งสมบาปไว้แม้จะทีละน้อย ๆ  พอเพียงเข้า  ก็จะจมลงในนรก  ฉันนั้นเหมือนกัน"



........................

(ยังมีต่ออีก)