วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๕ พระมโหสธ (หน้า ๔๑)


พระเจ้าจุลนีทอดพระเนตรอุโมงค์

พระเจ้าจุลนีทรงดำริว่า  "เราก็ได้จัดการพิทักษ์รักษาเมืองของเราเป็นอย่างดี  แล้วยกกองทัพมาล้อมอุปการนครนี้ไว้ถึง  ๓  ชั้น  มโหสธยังนำมเหสี  ราชบุตร  ราชธิดา  และพระราชชนนีของเราออกจากเมืองไปถวายพระเจ้าวิเทหราชได้  อนึ่ง  เมื่อพวกเราตั้งล้อมเมืองอุปการนครอยู่ถึง  ๓  ชั้นอย่างนี้แล้ว  มโหสธยังให้พระเจ้าวิเทหราชพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์หนีไป  พวกเราแม้สักคนหนึ่งก็ไม่มีใครรู้  มโหสธจะรู้เล่ห์กลอันเป็นทิพย์หรือเพียงอุบายบังตาหนอ"  เมื่อทรงดำริดังนี้แล้ว  จึงตรัสถามมโหสธว่า

"ดูก่อนมโหสธ  เจ้ารู้กลทิพย์หรือเจ้าทำอุบายบังตา
ในการที่เจ้าปล่อยพระเจ้าวิเทหราชศัตรูของเราให้
พ้นเงื้อมมือของเราไปได้"

มโหสธกราบทูลว่า

"ข้าแต่มหาราช  ธรรมดาผู้เป็นบัณฑิตย่อมรู้กลทิพย์
เมื่อภัยมาถึง บัณฑิตผู้มีความรู้นั้นจึงปลดเปลื้องตนและ
ผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ได้  ทหารของข้าพระองค์ล้วนแต่เป็น
หนุ่มฉกรรจ์  เป็นผู้ฉลาด  ได้ช่วยกันขุดอุโมงค์  แล้ว
นำพระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปทางอุโมงค์นั้น"

พระเจ้าจุลนีทรงมีพระประสงค์จะทอดพระเนตรอุโมงค์  ที่มโหสธบอกว่าตนได้นำพระเจ้าวิเทหราชออกไปทางอุโมงค์นั้น  จึงตรัสแก่่มโหสธว่า  "เราใคร่จะดูอุโมงค์ที่เจ้าบอกนั้น"

มโหสธเมื่อจะนำเสด็จพระเจ้าจุลนีทอดพระเนตรอุโมงค์จึงกราบทูลว่า  "เชิญเถิดพระเจ้าข้า  ขอเชิญพระองค์เสด็จทอดพระเนตรอุโมงค์อันงดงามรุ่งเรืองวิจิตรตระการตา  มีลวดลายเรขา  ซึ่งนายช่างผู้ชำนาญได้ตกแต่งไว้เพริศแพร้วสวยงามดุจเทพสภา  อุโมงนี้ข้าพระพุทธเจ้าคิดขึ้นด้วยปัญญาของข้าพระพุทธเจ้า  พระองค์จะได้ทอดพระเนตรประตูใหญ่  ๘๐  ประตู  ประตูน้อย  ๖๔  ห้องนอน  ๑๐๑  โคมประทีป  ๑๐๑  เมื่อออกจากอุโมงค์ก็จะเสด็จเข้าสู่อุปการนครที่ข้าพระพุทธเจ้าอยู่นี่แหละ  หรือจะเสด็จขึ้นสู่อุปการนครก่อน  แล้วเสด็จเข้าไปอุโมงค์ก็ได้  ขอเชิญพระองค์เถิด  ข้าพระพุทธเจ้าจะให้เปิดประตูเมืองเพื่อทูลเชิญเสด็จเดี๋ยวนี้"  แล้วมโหสธก็ให้คนรักษาประตูเมืองเปิดประตู

พระเจ้าจุลนีพร้อมด้วยพระราชา ๑๐๑  ได้เสด็จเข้าสู่อุปการนคร

มโหสธลงจากปราสาทถวายบังคมพระราชา  พาเสด็จทอดพระเนตรอุโมงค์

พระเจ้าจุลนีทอดพระเนตรเห็นอุโมงค์ดุจเทพสภา  จึงตรัสสรรเสริญมโหสธว่า

"ดูก่อน  มโหสธ  นับเป็นบุญลาภอันประเสริฐที่
ชาววิเทหรัฐได้บัณฑิตเช่นเจ้าอยู่ในแคว้นนั้น"

มโหสธกราบขอบพระทัยที่พระเจ้าจุลนีตรัสยกย่องเช่นนั้น  แล้วนำเสด็จทอดพระเนตรห้องนอน  ๑๐๑  เมื่อประตูห้องหนึ่งเปิด  ประตูทั้งหมดก็เปิด  เมื่อประตูห้องหนึ่งปิด  ประตูทั้งหมดก็ปิด

พระเจ้าจุลนีเสด็จทอดพระเนตรไปข้างหน้า มโหสธตามเสด็จไปข้างหลัง  บรรดาเสนาก็ค่อย ๆ  เดินแหงนหน้ามองอย่างเพลิดเพลิน  จนพระเจ้าจุลนีเสด็จออกจากอุโมงค์  บรรดาผู้ตามเสด็จก็ยังเพลิดเพลินอยู่ในอุโมงค์


....................................


จากหนังสือ  ทศชาติชาดก  (พระเจ้าสิบชาติ)
โดย   แปลก  สนธิรักษ์




วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๕ พระมโหสธ (หน้า ๔๐)


มโหสธพรรณนาความงามของพระนางนันทาเทวี

มโหสธเห็นพระเจ้าจุลนีแสดงพระอาการกริ้วมาก  จึงคิดว่า  "พระราชาองค์นี้อาจทำร้ายเราด้วยขัตติยมานะและทรงอาจไม่เห็นความสำคัญของกษัตริย์ทั้ง ๔  นั้นก็ได้  เราจะต้องพรรณนาความงามของนางนันทาเทวีให้ทรงระลึกถึงพระนางเข้าไว้  เชื่อว่า  คงไม่ทำอะไร  เพราะทรงรักใคร่ในพระมเหสีของพระองค์  พระองค์จะต้องทรงดำริว่า  หากฆ่าเราเสีย พระเจ้าวิเทหราชก็จักฆ่านางเสียเหมือนกัน

มโหสธคิดดังน้้นแล้ว  จึงกราบทูลพรรณานาความงามของพระนางนันทาเทวีให้พระเจ้าจุลนีฟังว่า

ข้าแต่สมมติเทพ  พระนางเจ้านันทาเทวีพระมเหสี

ทรงมีพระสรีรโฉมงดงามผิดผ่อง  พระฉวีวรรณประดุจ

เอาทองมาทาบทาประเทืองผิว  พระโสณิก็ประดุจ

แผ่นทองคำธรรมชาติ  พระสุรเสียงไพเราะจับใจ  พระ

มารยาทเยื้องกรายงามสง่า  พระภูษาทรงกระทัดรัด

สมส่วนกับพระโฉม  พระบาทสดใส  พระโลหิตขึ้นแดง

ทรงได้ลักษณะเบญจกัลยาณี  พระเนตรดัง่ตานกพิราบ

พระโอษฐ์แดงดุจผลตำลึงสุก  บั้นพระองค์เล็กเรียว

ดุจเถานาคลดา  พระศกดำสนิทช้อยยาวประพระอังสา

ดวงพระนัยนาดั่งดวงตาลูกเนื้อทราย  พระเพลาดุจ

กุญชรชาติ  พระนลาฏเลิศลักษณ์วิไล  พระยุคลถัน

ดังประทุมชาติ  ทุกส่วนใสสรีราพยพงามเลิศล้ำนารี

เป็นความจริงดั่งที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลมา  ฉะนี้"

เมื่อมโหสธกราบทูลพรรณนาพระสรีรโฉม  ของพระนางนันทาเทวีแด่พระเจ้าจุลนีนี้  ทำเอาพระเจ้าจุลนีทรงบังเกิดความเสน่หาในพระนาง  คล้ายกับพระองค์ยังมิได้เคยทอดพระเนตรเห็นมาก่อน

มโหสธทราบจากอาการของพระเจ้าจุลนีว่า  พระองค์ทรงมีความเสน่หาอาลัยในพระนางนันทาเทวี  จึงกราบทูลเติมขึ้นอีกว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นภัสดาของพระนางนันทาเทวี

หากพระองค์ทำให้ข้าพระพุทธเจ้าตาย  พระราชาของข้า

พระองค์ก็จักทำให้พระนางนันทาเทวีสิ้นพระชนม์เหมือน

กัน  เพราะฉะนั้นพระนางเจ้ากับข้าพระองค์จักไปสู่สำนัก

พญายมด้วยกัน  เมื่อพญายมเห็นข้าพระพุทธเจ้าทั้งสอง

ก็จักยกพระนางให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนี้  ข้า

พระพุทธเจ้าจะต้องกลัวตายไปใย  เพราะตายไปแล้วก็ยัง

ได้สตรีแก้ว  เช่นพระนางนันทาเทวีเป็นคู่ครอง"


พระเจ้าจุลนียิ่งสดับถ้อยคำของมโหสธ  ก็ยิ่งทรงมีพระอาลัยในพระมเหสียิ่งขึ้น  ทรงระงับดับพิโรธด้วยทรงเห็นว่า  คนอื่นเว้นมโหสธเสียจะไม่มีใครนำมเหสีที่รักลับคืนมาได้เลย  พระองค์ทรงระลึกถึพระนางสุดที่จะกลั้นความโศกที่ท่วมทับพระทัยอยู่ได้  จึงแสดงความโศกเศร้าออกมาจนปรากฏ

มโหสธจึงกราบทูลเล้าโลมพระเจ้าจุลนีว่า  "ขอเชะ  พระองค์อย่าทรงพระวิตกไปเลย  พระราชเทวี  พระโอรส  พระราชมารดาของพระองค์จักเสด็จกลับมา  เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้กลับไปถึงมิถิลานครแล้ว  ขอพระองค์ทรงวางพระราชหฤทัย  คลายพระอาการโศกเสียเถิด  พระเจ้าข้า


..........................................


จาก...หนังสือทศชาติชาดก  (พระเจ้าสิบชาติ)
โดย...แปลก  สนธิรักษ์