วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๕ พระมโหสธ (หน้า ๒๗)


มโหสธอาสาป้องกันพระนคร

มโหสธเห็นกองทัพพระเจ้าจุลนียกมาล้อมนครไว้เช่นนั้น  ก็ไม่รู้สึกครั่นคร้ามขามขยาดแต่อย่างไร  ได้เตรียมการป้องกันพระนครไว้อย่างแข็งแรง  คิดเป็นห่วงพระเจ้าวิเทหราชว่า  พระองค์จะทรงตกพระทัยกลัว  จึงรีบไปสู่พระราชนิเวศน์  กราบถวายบังคมเฝ้านิ่งอยู่  เพื่อฟังพระกระแสรับสั่งของพระราชา

พระราชาพอทอดพระเนตรเห็นมโหสธมาเฝ้า  ก็สบายพระทัย  จึงรับสั่งกับมโหสธว่า  "พ่อมโหสธลูกรัก พระเจ้าจุลนีกษัตริย์แห่งปัญจาลนคร  ยกกองทัพมหึมา  มาล้อมนครของเราครั้งนี้  เราจะควรแก้ไขอย่างไร  จึงจะรอดพ้นจากการโจมตีของข้าศึกได้  การครั้งนี้พ่อไม่เห็นใครแล้วนอกจากพ่อมโหสธ"

มโหสธกราบทูลว่า  "ข้าแต่มหาราชเจ้า  ขอพระองค์อย่าทรงพระวิตกไปเลย  ไว้เป็นธุระของข้าพระพุทธเจ้า  ข้าพระพุทธเจ้าขอรับอาสาป้องกันราชสมบัติและพระองค์  ขอพระองค์จงประทับอยู่  ณ พระราชฐานนี้เหมือนหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น  อย่าทรงนึกถึงการสงครามเลย  ข้าพระบาทจะจัดการแก่พระเจ้าจุลนีให้หนีไปจนได้"

พระราชาทรงเบาพระทัยหายกังวลในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  รับสั่งแก่มโหสธว่า  "พ่อมโหสธ  เราไว้ใจในความสามารถของท่านแล้ว  ขอให้ท่านจงทำหน้าที่ป้องกันราชอาณาจักรของเราให้เป็นที่ผาสุกแก่อาณาประชาราษฏรเถิด"

มโหสธรับพระบรมราชโองการแล้วกราบถวายบังคมลาออกมา  ให้ตีกลองร้องประกาศแก่ชาวพระนครว่า "ท่านพี่น้องชาวมิถิลานครทั้งหลาย  การที่พวกเราชาวมิถิลาถูกข้าศึกล้อมโดยรอบคราวนี้  ขออย่าได้หวาดสะดุ้งกลัวเกรงข้าศึกแต่อย่างไรเลย  ขอให้พวกท่านประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอมมาเล่นและชมมหรสพกันเถิด"

เมื่อชาวพระนครต่างทำตามมโหสธทุกประการ พวกที่อยู่นอกเมือง  เมื่อได้ยินเสียง  ขับร้องประโคมดนตรี  ก็พากันเข้าไปภายในเมือง  โดยไม่มีใครขัดขวางห้ามปราม  ประตูนครมีคนเข้าคนออกกันอยู่ขวักไขว่มิได้ขาด

พรเะเจ้าจุลนีพรหมทัดได้ไปเที่ยวสืบถามความจากผู้ที่มโหสธนัดแนะไว้ว่า  หากมีผู้มาถามก็ให้บอกความอย่างนั้น ๆ 

ราชบุรุษเมื่อได้ทราบความจากผู้บอก  จึงมากราบทูลพระเจ้าจุลนีว่า  "ข้าแต่เทพเจ้า  ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปถามชาวเมืองดูได้ความว่า  เขามีมหรสพและเลี้ยงดูกันภายในพระนคร  ที่เขาทำดังนั้น  ก็เพราะพระราชาของเขา  คือ  พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ว่า  เมื่อใดกษัตริย์ในสกลชมพูทวีปยกมาล้อมพระนคร  เมื่อนั้นจะให้ชาวนครเล่นมหรสพและเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนาน  บัดนี้  ก็สมปณิธานของพระราชาของเขาแล้ว  ทางราชการจึงป่าวร้องให้ชาวนครเล่นมหรสพ  และเลี้ยงดูกันเป็นการใหญ่  ความปรากฏดังนี้แหละ  พระพุทธเจ้าข้า"

พระเจ้าจุลนีได้สดับดังนั้นก็ทรงขัดเคืองเป็นอันมาก  ตรัสสั่งทหารว่า  "ทหารทั้งหลาย  จงรีบถมเมืองโดยรอบ ทำลายคู  ทำลายกำแพง  ทำลายประตูหอรบ  แล้วพากันเข้าไปภายในเมือง  ตัดหัวชาวเมืองบรรทุกเกวียน  ๑๐๐  เล่ม  แล้วตัดเศียรพระเจ้าวิเทหราชนำมาให้เรา"

ทหารได้ฟังพระราชดำรัสสั่งดังนั้นก็บุกเข้าไป  หมายจะปีนกำแพงเมือง  ก็ถูกทหารของมโหสธเทสาดเปือกตม  กรวดทราย  เลน  โคลน  ก้อนหิน  ตกลงมาถูกต้องทหารพระเจ้าจุลนี  จนไม่สามารถจะขึ้นไปได้  จึงคิดจะทำลายกำแพง  แต่ก็ถูกทหารที่อยู่บนเชิงเทินพุ่งหอก  ยิงด้วยธนู  บาดเจ็บล้มตายกันเกลื้อนกลาด

ทหารกรุงปัญจาละไม่สามารถจะโจมตีกำแพงนครได้  จึงไปเฝ้าพระเจ้าจุลนีกราบทูลว่า  "พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถโจมตีมิถิลานครได้  พระพุทะเจ้าข้า"

พระเจ้าจุลนีจึงทรงปรึกษากับเกวัฏปุโรหิตว่า  "อาจารย์  พวกเราไม่อาจตีกรุงมิถิลาได้  จะควรทำอย่างไรดี ?"

เกวัฏกราบทูลว่า  "เราควรกักมิให้ผู้ใดผู้หนึ่งนำน้ำเข้าไปในเมืองได้  เมือชาวเมืองอดน้ำก็จะทนไม่ไหว  ต้องเปิดประตูเมืองออกมา"

พระราชาจุลนีทรงเห็นด้วย  มีรับสั่งให้ทหารคิดตรวจตราโดยเข้มแข็ง  อย่าให้ใครนำน้ำเข้าไปในเมืองได้

คนที่มโหสธวางไว้ภายนอกคอยดูความเคลื่อนไหว  ก็เขียนหนังสือผูกปลายลูกศรยิงส่งข่าวเข้าไปในเมือง  มโหสธได้ทราบข่าวจากคนส่งข่าว  ดังนั้น  จึงให้นำไม้ไผ่มาต่อกันเข้าให้ได้  ๖๐  ศอก  แล้วผ่าเป็น  ๒  ซึก  รานปล้องออกให้หมด  แล้วประกบกันเข้ารัดด้วยหนัง เอาปลายพาดกำแพงทางโคนยกให้สูงขึ้น  แล้วช่วยกันตักน้ำจากสระโบกขรณี  ใส่ทางโคนให้น้ำไหลออกทางปลาย  ไม่ให้ขาดระยะ  มีดอกบัวไหลออกไปด้วย  แสดงว่า  น้ำในพระนครมีเหลือล้น  จนต้องเอาออกมาให้คนข้างนอกใช้บ้าง  แล้วให้คนร้องประกาศว่า  "ขอเชิญท่านที่อยู่ข้างนอกอาบและดื่มกันให้สบายเถิด"

ทหารพระเจ้าจุลนีเห็นดังนั้น  ก็ไปกราบทูลว่า  "ขอเดชะ  น้ำในเมืองมีล้นเหลือ  จนต้องเอาออกมาให้คนข้างนอกใช้แล้ว  พระเจ้าข้า"

พระเจ้าจุลนีจึงรับสั่งถามเกวัฏปุโรหิตว่า  "จะทำอย่างไรต่อไปอาจารย์  ข้างในพระนครเขามีน้ำล้นเหลือแล้ว  อุบายของเราจะทำให้ชาวเมืองอดน้ำไม่สำเร็จแน่"

เกวัฏปุโรหิตกราบทูลว่า  "ขอเดชะ  ถ้าเช่นนั้นทำให้อดข้าว  คอยตรวจมิให้คนภายนอกนำข้าวเข้าไปเลี้ยงพวกในเมืองได้  วิธีนี้คงสำเร็จแน่  เพราะในพระนครคงไม่มีข้าวเหลือเฟือ  นอกจากจะได้รับไปจากภายนอก"

พระราชารับสั่งให้ทำตามคำปุโรปิต  ให้ประกาศแก่ทหารว่า  "อย่าให้มีผู้ใดนำข้าวเข้าไปในเมืองได้เป็นอันขาด"

มโหสธทราบความจากคนส่งข่าวภายนอก  จึงให้เอาโคลนมาเทลงบนกำแพง  แล้วหว่านข้าวเปลือกลงในที่นั้น  พอรุ่งขึ้นข้าวเปลือกก็งอกเต็มไปหมด  เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง

พระเจ้าจุลนีทอดพระเนตรเห็นข้าวงอกเต็มไปบนกำแพงเช่นนั้น  จึงตรัสถามว่า  "นั่นอะไรปรากฏอยู่บนกำแพงเมือง"

คนที่มโหสธวางไว้คอยสืบข่าวได้โอกาส  จึงกราบทูลว่า  "ขอเดชะ  มโหสธบัณฑิตผู้เป็นที่ปรึกษาราชการของพระเจ้าวิเทหราช  ได้เห็นภัยจะมาถึงข้างหน้า  เป็นผู้ไม่ประมาท  ได้ให้ขนข้าวเปลือกมาเก็บไว้ในฉางหลวง  ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ริมกำแพง  เมื่อได้รับน้ำฝนก็งอกเป็นกล้า"  แล้วกราบทูลต่อไปอีกว่า  "ภายในนครนั้น  ข้าวปลาธัญญาหารอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง  บางเวลาก็ขนเอาออกมาแจกจ่ายแก่คนนอกเมืองด้วย  พระเจ้าข้า"


...................................
































วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๕ พระมโหสธ (หน้า ๒๖)


ทำลายพิธีดื่มชัยบาน

พระเจ้าจุลนีพรหมทัตทรงเห็นด้วยกับปุโรหิต  ที่จะไม่ให้ยกกองทัพไปยึดกรุงมิถิลาและได้ปรึกษากับปุโรหิตว่า  "เราจะทำอย่างไรต่อไป"  เมื่อตีเมืองต่าง ๆ  ได้สมปรารถนาแล้วเช่นนี้"

เกวัฏปุโรหิตกราบทูลว่า  "ขอเดชะ  ควรเตรียมการทำพิธีดื่มชัยบาน"

พระเจ้าจุลนีทรงมองให้ปุโรหิตเป็นผู้จัดทำพิธีดื่มชัยบาน  ปุโรหิตจึงให้ตกแต่งพระราชอุทยาน  แล้วให้ราชเสวกเตรียมสุราไว้ประมาณ  ๑,๐๐๐  ไห  ตลอดจนของบริโภคก็ให้จัดไว้อย่างเพียงพอ

ทูตทหารที่มโหสธได้ตั้งไว้ก็ส่งข่าวการเตรียมดื่มชัยบานของพระเจ้าจุลนีให้มโหสธทราบ  และมโหสธก็ยังได้ทราบจากนกแก้วแสนรู้อีกว่า  สุราที่เตรียมไว้นั้นเจือยาพิษลงไปด้วย  เพื่อทำลายพระราชาทั้ง  ๑๐๑  พระองค์  มโหสธจึงกำชับทูตว่า  หากทราบวันที่จะทำพิธีดื่มสุราแน่นอนเมื่อไร  ขอให้ส่งข่าวไปให้ทราบ

ทูตเมื่อสืบทราบกำหนดวันแน่นอนแล้ว  จึงส่งข่าวไปให้มโหสธทราบ

มโหสธดำริว่า  "เราควรเป็นที่พึ่งของพระราชาเหล่านั้น  ไม่ควรให้ต้องมาพากันสิ้นพระชนม์ลงเพระาเหตุนี้เลย  ดำริดังนี้แล้ว จึงเรียกทหารที่เป็นสหชาติ  ๑,๐๐๐  คนมาประชุม  แล้วแจ้งว่า  "สหายทั้งหลาย เราขอร้องให้พวกท่านได้ช่วยกันทำประโยชน์สำคัญสักอย่างหนึ่ง  หวังว่าพวกท่านคงร่วมมือในการนี้เป็นอย่างดี"

พวกทหารถามว่า  "ท่านบัณฑิต  จะให้พวกข้าพเจ้าทำอะไรก็ขอให้บัญชามาเถิด  พวกข้าพเจ้าพร้อมที่จะทำตามทุกอย่าง"

มโหสธ  "เราขอบใจพวกท่านมาก  กิจที่เราขอร้องให้พวกท่านทำนั้นก็คือ  เราได้ทราบจากสายลับของเราส่งข่าวมาว่า  พระเจ้าจุลนีพรหมทัตแห่งอุตรปัญจาลนคร  ได้ตกแต่งพระราชอุทยาน  เพื่อให้เป็นสถานที่ทำพิธีดื่มชัยบาน  เตรียมสุรามา  ๑,๐๐๐  ไห  ให้พระราชา  ๑๐๑  ดื่ม  ในวันนั้น  พวกท่านจงพากันไปที่พระราชอุทยานของพระเจ้าจุลนี  ทำลายพิธีดื่มชัยบานนั้นเสีย  โดยหาเรื่องทุ่มเถียงกันกับพวกข้าราชการที่มาเตรียมการอยู่ในพิธีนั้น  แล้วส่งเสียงโห่ร้องอาละวาดทุบตีไหสุราทั้งหมด  ตลอดจนของบริโภคก็จงช่วยกันเอาเททิ้งไป  อย่าให้นำมาบริโภคได้  เสร็จแล้วให้ส่งสัญญาณรวมพวกโดยเร็ว  เมื่อพร้อมกันแล้วก็ให้ประกาศขึ้นว่า  พวกเราเป็นทหารของมโหสธบัณฑิตในกรุงมิถิลา  หากใครกล้าไม่กลัวตาย  ก็จงมาจับพวกเรา  เสร็จแล้วก็พากันเดินกลับอย่างเป็นระเบียบ  นี่แหละกิจที่เราขอร้องให้พวกท่านทำ"

เมื่อทหาร  ๑,๐๐๐ คน  รับบัญชาแล้วต่างก็ทำความเคารพมโหสธ  แยกกันไปเตรียมอาวุธ  นัดพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง  แล้วจึงเดินทางออกจากกรุงมิถิลา  มุ่งตรงไปพระราชอุทยานของพระเจ้าจุลนี  เห็นเศวตฉัตรของพระราชา  ๑๐๑  ยกขึ้นเป็นแถว  เห็นไหสุราและของบริโภคตั้งอยู่เรียงราย  จึงตรงเข้าไป บรรดาข้าราชการที่ควบคุมอยู่  ณ  ที่นั้นได้ห้ามปราม  ไม่ยอมให้ทหารเหล่านั้นเข้าไป  เกิดทุมเถียงกันยกใหญ่  ทหาร  ๑,๐๐๐  คนก็โห่ร้องทุบตีไหสุราของบริโภคจนไม่มีดี  เสร็จแล้วก็ประกาศให้รู้ว่า  พวกตนเป็นทหารของมโหสธบัณฑิตแห่งกรุงมิถิลา  แล้วพากันเดินกลับ

ความได้ทราบถึงพระเจ้าจุลนี  ทรงพิโรธที่ถูกทหารแห่งกรุงมิถิลามาทำลายพิธีของพระองค์  และทำให้สุราเจือยาพิษที่ประกอบไว้ต้องสูญเสียไป

ฝ่ายพระราชา  ๑๐๑  ก็พิโรธที่ทหารกรุงมิถิลามาทำให้พระองค์ต้องอดดื่มสุราไปตาม ๆ  กัน  หารู้ไม่ว่า สุรานั้นมียาพิษ

ฝ่ายพวกทหารที่กำลังอยากดื่มสุรา  ก็ขัดใจทหารกรุงมิถิลาที่ทำให้พวกตนไม่ได้ดื่มสุราชนิดหามูลค่ามิได้.




พระเจ้าจุลนียกกองทัพล้อมมิถิลานคร

พระเจ้าจุลนีพรหมทัต  ตรัสเรียกพระราชาเหล่านั้นมารับสั่งว่า  "พวกท่านจงไปกับข้าพเจ้า  จับพระเจ้าวิเทหราชมาตัดเศียร  แล้วสับให้เป็นท่อน ๆ  ฐานองอาจทะนงตน  สั่งทหารมารังควาญความสำราญของพวกเรา"  แล้วให้เตรียมทัพช้าง  ทัพม้า ทัพรถ  ทัพราบ  จำนวนมากมาย  หมายจะนำไปเหยียบมิถิลานครให้พินาศไปในพริบตา แม้ปุโรหิตจะทูลทัดทานอย่างไร  ก็มิได้ทรงเชื่อฟัง  ด้วยความมัวเมาในราชอิสริยยศ  ถือพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่  พอได้เวลาก็ยกกองทัพไป  พระราชา  ๑๐๑  พระองค์ ก็ตามเสด็จไปด้วย

ทูตทหารที่วางไว้ก็ได้ส่งข่าวการเคลื่อนขบวนทัพของพระเจ้าจุลนีมุ่งกรุงมิถิลา  ให้มโหสธทราบ

มโหสธ  เมื่อได้ทราบข่าวว่า  กองทัพของพระเจ้าจุลนีจะมาถึงในวันนั้น ๆ  ก็เตรียมการป้องกันอย่างแข็งแรง

กองทัพของพระเจ้าจุลนีมาถึงกรุงมิถิลาตอนหัวค่ำ  แสงเพลิงนับด้วยแสนดวงเรียงรายกันรอบกรุงมิถิลา แม่ทัพจัดวางทัพช้างล้อมกรุงมิถิลาไว้  ชั้นที่ ๑  ทัพม้า   ชั้นที่  ๒  ทัพรถ   ชั้นที่  ๓  เสียงช้างมารถอึกทึกกึกก้อง  ปานประหนึ่งว่าแผ่นดินมิถิลานครจะถล่มทลายลง

อาจารย์ทั้ง  ๔  คือ  เสนกะ  ปุกกุสะ  กามินท์  เทวินท์  เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องกึกก้องโกลาหล  เห็นแสงเพลิงสว่างไสวไปทั่วเมืองเช่นนั้น  ก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น  จึงไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช  กราบทูลถามว่า  "ขอเดชะ  เสียงอื้ออึงกึกก้องโกลาหลไปทั่วพระนครนั้น  มีอะไรเกิดขึ้น  ข้าพระพุทธเจ้ายังไม่ทราบเหตุ  เห็นควรพระองค์จะทรงพิจารณาให้ทราบเรื่องเถิด  พระพุทธเจ้าข้า"

พระเจ้าวิเทหราชจะทรงเปิดพระแกลดู  ก็ทราบว่า พระเจ้าจุลนีพรหมทัตยกกองทัพมาล้อมพระนครแล้ว ทั้งตกพระทัยกลัวเป็นอย่างยิ่ง  ทรงประทับยืนตะลึงตรัสอะไรไม่ออก  จนอาจารย์ทั้ง  ๔  กราบทูลเตือนขึ้น  จึงตรัสว่า  "เราเห็นจะไม่พ้นเงื้อมมือข้าศึกครั้งนี้แน่แล้ว  พรุ่งนี้  พระเจ้าจุลนีคงยกบุกเข้าโจมตีเราเป็นมั่นคง"


......................................