วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๖ พระภูริทัต (หน้า ๔)


พราหมณ์เนสาท  

ในครั้งนั้น  มีพราหมณ์เนสาทผู้หนึ่ง  บ้านอยู่ใกล้ประตูเมืองพาราณสี  ออกไปป่ากับลูกชายชื่อโสมทัต  เพื่อล่าสัตว์หาเนื้อมาขายเลี้ยงชีพ  วันหนึ่งพราหมณ์กับบุตรออกป่าไม่ได้อะไรเลย  จึงปรึกษากับบุตรว่า  "เจ้าโสมทัต  ถ้าเรากลับไปมือเปล่า  แม่ของเจ้าจะโกรธเอา  เราจะต้องหาสัตว์สักตัวหนึ่งติดมือไปให้ได้"  ปรึกษากันแล้วก็บ่ายหน้าตรงไปทางจอมปลวกที่พระภูริทัตนอนอยู่  พบรอยเท้าเนื้อต่าง ๆ  ที่ลงไปดื่มน้ำที่แม่น้ำยมุนา  จึงบอกแก่บุตรว่า "พบเนื้อแล้ว  เจ้าจงถอยออกไป  เราจะยิงเนื้อที่มาดื่มน้ำ"  บอกแล้วก็หยิบธนูไปยืนแฝงโคนไม้ต้นหนึ่ง  คอยดูอยู่ถึงเวลาเย็น  ก็มีเนื้อตัวหนึ่งมาหาน้ำ  พราหมณ์เนสาทได้ยิงถูกเนื้อนั้น  ด้วยกำลังศรทำให้เนื้อนั้นตกใจวิ่งไปแล้วล้มลง  บิดากับบุตรก็ไล่ตามไปทัน  จึงแล่เนื้อใส่หาบเดินออกจากป่า  พอพระอาทิตย์ตกดินจึงปรึกษากันว่า  "เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะไป  เราพักอยู่ที่นี้ก่อนเถิด"  แล้วก็เอาเนื้อวางไว้  พากันไปนอนอยู่บนค่าคบไม้

พราหมณ์เนสาทตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง  ก็เอียงหูคอยฟังเสียงเนื้อร้อง  ในขณะนั้นนางนาคมาณวิกาทั้งหลายก็พากันมาแต่งอาสนะประดับประดาด้วยดอกไม้ถวายพระภูริทัต  พระภูริทัตก็กลายร่างจากงู  เนรมิตเป็นร่างทิพย์ประทับนั่งเหนืออาสนะนั้นด้วยกิริยาผึ่งผายคล้ายท้าวสักกเทวราช  เหล่านางนาคมาณวิกาก็พากันบูชา  บรรเลงทิพยดนตรี  จัดระบำทำเพลงบำเรอพระโพธิสัตว์  พราหมณ์เนสาทได้ยินเสียงนั้น  นึกฉงนว่า  "นั่นเป็นใครกันหนอ"  คิดต่อไปว่า  เราจะรู้จักไว้  จึงปลุกลูกแต่ปลุกไม่ตื่น  เห็นว่าลูกเหนื่อยอ่อนก็ปล่อยให้นอนไป  พราหมณ์เนสาทลงจากต้นไม้ไปคนเดียว  เข้าไปหาพระภูริทัต  เหล่านางนาคมาณวิกาเห็นพราหมณ์เนสาทก็พากันแทรกแผ่นดินกลับไปยังนาคพิภพ  ปล่อยให้พระภูริทัตประทับนั่งอยู่แต่ผู้เดียว  พราหมณ์เนสาทเข้าไปยืนอยู่ใกล้ ๆ  แล้วกล่าวขึ้นว่า

"ท่านผู้มีเนตรแดง  มีอกผึ่งผาย  มานั่งอยู่ในกลางป่านี้  ท่านเป็นใคร  นารี  ๑๐  คน  ซึ่งแต่งตัวสวยงามยืนเคารพอยู่เป็นใคร  ท่านเป็นพระอินทร์หรือยักษ์  หรือนาคผู้มีอานุภาพมากกันแน่ ?"

พระภูริทัตได้ฟังดังนั้น  ดำริว่า  ถ้าเราจะบอกว่า  เป็นใครคนใดคนหนึ่งที่มีฤทธิ์ในบรรดาผู้มีฤทธานุภาพทั้งหลาย  พราหมณ์ผู้นี้ก็จะต้องเชื่อ  แต่วันนี้เราควรพูดความจริงอย่างเดียว  จึงตรัสว่า  "เราเป็นนาคผู้มีฤทธิ์เดชยากที่คนอื่นจะล่วงเกินได้  มารดาของเราชื่อสมุททชา  บิดาชื่อธตรฐ  ตัวเราชื่อ ภูริทัต"  พอบอกไปแล้วก็คิดสะกิดใจขึ้นมาว่า  พราหมณ์คนนี้มีลักษณะเหี้ยมโหดหยาบคาย  อาจไปบอกหมองูมาทำอันตรายแก่การรักษาอุโบสถของเราได้  อย่ากระนั้นเลย  เราจะพาพราหมณ์นี้ไปนาคพิภพ  ตั้งให้มียศศักดิ์ใหญ่โต  ก็จะทำให้อุโบสถของเรายืดยาวไปได้  จึงตรัสต่อไปว่า  "ดูก่อนพราหมณ์  นาคพิภพเป็นสถานที่รื่นรมย์นัก  เราจะให้ยศแก่ท่านให้ใหญ่โต  มาเถิด  เราไปนาคพิถพด้วยกัน"

"ข้าพเจ้ายังมีบุตรอยู่อีกคนหนึ่ง  ถ้าบุตรยอมไปก็จะไป"  พราหมณ์เนสาทกล่าว

"ท่านจงพาบุตรของท่านมาเถิด"  พระภูริทัตบอก

เมื่อพราหมณ์นั้นพาบุตรมา  พระโพธิสัตว์จึงพาไป  เมื่อพ่อลูกถึงนาคพิภพแล้ว  ร่างกายก็กลายเป็นทิพย์  พระภูริทัตได้ยกสมบัติให้พ่อลูกมากมาย  พร้อมด้วยนางนาคกัญญาจำนวนมาก  พ่อลูกทั้งสองก็บริโภคสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น

ส่วนพระภูริทัตก็มิได้ประมาท  คงรักษาอุโบสถอยู่เสมอ  ถึงกึ่งเดือนก็ไปเฝ้าพระชนชนนี  แสดงธรรมถวาย  แล้วก็ไปเยี่ยมพราหมณ์ไต่ถามทุกข์สุขพร้อมด้วยทักทายโสมทัตด้วย

พราหมณ์เนสาทอยู่ในนาคพิภพครบหนึ่งปี  โดยที่ตนมีบุญน้อยก็เกิดคิดถึงลูกเมียทางบ้าน  อยากกลับมนุษยโลก  เห็นนาคพิภพเหมือนโลกกันตนรก  จึงชักชวนลูกชายกลับ  แต่คิดว่า  ถ้าจะบอกกับพระภูริทัตตรง ๆ  ว่า  อยากกลับเพราะคิดถึงลูกเมียทางบ้าน  พระภูริทัตก็จะเพิ่มยศศักดิ์ให้มากขึ้นไปอีก  จำจะต้องออกอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อพระภูริทัตมาเยี่ยม  จึงกล่าวพรรณนาถึงสมบัติของพระภูริทัตว่า  ทรัพย์สมบัติของพระองค์มากมายเหลือล้นคณาอย่างนี้  พระองค์พอใจและไม่ปรารถนาอะไรอีกแล้ว  ฤทธานุภาพของพระองค์ก็ยิ่งใหญ่  ถ้าจะเปรียบกับท้าวโกสีย์ผู้รุ่งเรืองก็ปานกันทีเดียว


.............................................

(ยังมีต่อ)








วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๖ พระภูริทัต (หน้า ๓)


เต่าฉลาด (ต่อ)

พวกนาคมาณพโกรธมาก  อยากจะปลงพระชนม์พระเจ้าพาราณสีเสียด้วยลมพิษ  แต่หวนระลึกได้ว่า  ได้รับหน้าที่มาเพียงเพื่อนัดวันวิวาห์เท่านั้น  จะหุนหันปลงพระชนม์กษัตริย์เสียแล้วกลับไป  หาเป็นการสมควรไม่  ควรจะไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบเรื่องราวเสียก่อน  ปรึกษากันแล้วก็ผลุนผลันออกจากราชนิเวศน์กลับลงไปยังนาคพิภพ  ตรงเข้าไปเฝ้าท้าวธตรฐ  กราบทูลซ้ำเติมเพื่อให้ท้าวธตรฐโกรธว่า  "ข้าแตพระองค์  ทำไมพระองค์จึงตรัสใช้ให้ข้าพระบาทไปปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีเหตุสมควร  ถ้าพระองค์มีพระประสงค์จะให้พวกข้าพระบาทพากันไปตายแล้ว  ก็จงให้ตายเสียที่นี่จะดีกว่า  พระเจ้าพาราณสีนั้นด่าทอพระองค์ต่าง ๆ  นานา  อวดอ้างยกย่องแต่ลูกสาวของตัว  เมามัวด้วยชาติสกุล

ท้าวธตรฐได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นกระทืบพระบาทด้วยความพิโรธ  ตรัสสั่งให้นาคทั้งปวงมาประชุมกัน  แล้วมีพระบัญชาด้วยเสียงดังว่า  "พวกท่านทั้งหลาย  จงไปบอกให้นาคทั้งหมดรู้ทั่วกันว่า  ให้เตรียมตัวพากันตรงไปเมืองพาราณสี  และอย่าได้ทำอันตรายแก่มนุษย์แม้สักคนหนึ่งเป็นอันขาด"

พวกนาคทูลถามว่า  "เมื่อมิให้พวกข้าพระองค์ทำอันตรายแก่มนุษย์แล้ว  จะให้ข้าพระองค์ไปทำอะไรในเมืองนั้น ?"

ท้าวธตรฐจึงทรงแนะวิธีให้ว่า  "ขอให้พวกนาคทั้งหลายจงไปเที่ยวแผ่พังพานอยู่ตามบ้านเรือน  ตามสระน้ำ  ตามทางเดิน  ตามถนนสี่แพร่ง  และห้อยอยู่ตามต้นไม้  ตามเสาระเนียด  ส่วนตัวเราจะเนรมิตกายให้ใหญ่ยาวขาวล้วน  วงล้อมเมืองไว้"

พวกนาคจึงพากันเข้าไปในเมืองพาราณสี  และปฏิบัติตามรับสั่ง  ไม่เบียดเบียนมนุษย์คนใดเลย  แต่เที่ยวแผ่พังพานอยู่ทั่วไป  พวกสตรีครั้นเห็นฝูงนาคแผ่พังพานหายใจฟู่ฟ่ออยู่ทั่วไปเช่นนั้น  ก็พากันร้องหวีดหวาดสะดุ้ง  เดือดร้อนไปทั่วเมือง  แล้วก้พากันไปประชุมร้องทุกข์ทูลขอให้พระราชาประทานราชธิดาแก่พญานาค

ส่วนนาคมาณพทั้ง  ๔  ที่เป็นทูตนั้น  ได้ตรงไปยังพระราชวังของพระเจ้าพาราณสี  แล้วตรงไปห้องบรรทม  แผ่พังพานทำกิริยาเหมือนจะฉกพระเศียรพระเจ้าพาราณสี  ซึ่งขณะนั้นก็กำลังบรรทมอยู่  เมื่อได้สดับเสียงร่ำร้องทุกข์ของชาวนครและพระราชชายาซ้ำยังได้สดับเสียงขู่คำรามของนาคมาณพทั้ง  ๔  นั้นอีก  จึงตัดสินพระทัยตรัสขึ้นว่า  "เรายอมยกนางสมุททชาให้แก่ข้วธตรฐแล้ว"  ตรัสอยู่อย่างนี้  ๓  ครั้ง

พวกนาคทั้งหลายได้ฟังดังนั้น  ก็พากันถอยห่างออกจากพระนครไปประมาณ  ๑๐๐  เส้น  แล้วจึงเนรมิตเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง  งามตระการปานดังเทพนคร  แล้วส่งบรรณาการไปถวายพระเจ้าพาราณสี  เป็นการเตือนให้ส่งราชธิดามาไว ๆ

พระเจ้าพาราณสีรับบรรณาการแล้วตรัสว่า  "ขอให้ท่านจงกลับไปก่อนเถิด  เราจะมอบราชธิดาให้อำมาตย์พาไปส่ง"   ครั้นพวกนาคไปกันแล้ว   จึงตรัสเรียกราชธิดาขึ้นมาบนปราสาทชั้นบน  ชี้พระหัตถ์ให้ดูทางหน้าต่างพร้อมกับตรัสว่า  "ลูกรัก  จงแลดูนครนั้น  เจ้าจักได้เป็นมเหสีของพระราชาผู้ครองนครนั้น  เมืองนั้นก็ไม่ไกลนัก  เมื่อคิดถึงกันก็พอจะไปมาหาสู่กันได้"  เมื่อตรัสให้ราชธิดาเข้าพระทัยดีแล้ว  ก็ทรงมอบให้อำมาตย์พาไปส่ง  ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติและได้รับพระราชทานรางวัลกลับมาเป็นอันมาก

นางนาคมาณวิกาทั้งหลายก็แปลงเพศเป็นมนุษย์  เหมือนเป็นนางบำเรอแวดล้อมพระราชธิดาอยู่เป็นอันมาก  ฝ่ายนางสมุททชาพอบรรทมลงเหนือที่นอนทิพย์ถูกทิพย์สัมผัสเข้าก็หลับทันที  ท้าวธตรฐจึงอุ้มพาหายไปพร้อมด้วยนาคบริษัททั้งปวง ไปปรากฏยังนาคพิภพทันที  พอพระนางสมุททชาตื่นขึ้นเห็นนาคพิภพซึ่งล้วนแล้วด้วยของทิพย์  มีปราสาทประดับประดาด้วยแก้วแหวนเงินทอง  พร้อมทั้งสวนและสระประดุจเทพนคร  จึงตรัสถามเหล่าสุรางค์นางบำเรอว่า  "เมืองนี้เป็นเมืองของใคร ?"

"ข้าแต่พระแม่เจ้า  เมืองนี้เป็นเมืองพระราชสวามีของพระแม่เจ้า  สตรีที่มีบุญน้อยหาได้สมบัติเช่นนี้ไม่  พระแม่เจ้าเป็นผู้มีบุญมากที่สุดแล้ว"  นางบำเรอตอบ

ฝ่ายท้าวธตรฐได้ออกประกาศทั่วไปในนาคพิภพว่า  อย่าให้นาคตนใดแสดงเพศเป็นงูให้ปรากฏเป็นอันขาด  ดังนั้น  นาคจึงมิกล้าแสดงเพศงูให้ปรากฏ  นางสมุททชาเทวีก็ทรงร่วมสิเนหากับท้าวธตรฐอยู่  ณ  นาคพิภพด้วยความอภิรมย์โสมนัสตลอดมา

่ต่อมาพระนางสมุททชามีโอรสกับท้าวธตรฐ  ๔  พระองค์  คือ  สุทัศนะ ๑   ทัตตะ ๑   สุโภคะ ๑
อริฏฐะ ๑

อยู่มาวันหนึ่ง  พวกนาคเล็ก ๆ  กระซิบบอกอริฏฐะว่า  "มารดาของเจ้าไม่ใช่นาค"  อริฏฐกุมารจึงทดลองดู  วันหนึ่ง  ขณะกินนมอยู่ก็เนรมิตกายให้เป็นงู  เอาหางครูดถูพระบาทของพระมารดา  พระนางสมุททชาเห็นอริฏฐะเป็นงูก็ตกใจร้องกรีดปัดตกลงไปบนพื้น  บังเอิญเล็บนางจิกเอาตาของอริฏฐะแตก โลหิตไหล  ท้าวธตรฐได้ยินจึงถามว่า  ร้องทำไม?  พอรู้ว่า  อริฏฐะทำดังนั้นก็ขู่คำรามและให้เอาไปประหารชีวิตเสียทันที  พระนางสมุททชายังคงรักบุตรของตนอยู่  จึงทูลขอโทษว่า  "ข้าแต่พระทูลกระหม่อม  ตาบุตรหม่อมฉันก็ประทุไปแล้ว  ขอได้โปรดประทานโทษให้เถิด"  ท้าวธตรฐจึงยอมยกโทษให้  นางสมุททชาเทวีจึงทราบในวันนั้นว่า  ที่ที่ตนอยู่นั้นเป็นนาคพิภพ

ต่อมาท้าวธตรฐได้แบ่งราชสมบัติให้แก่โอรสทั้ง ๔  เท่า ๆ  กัน  โดยต่างคนต่างปกครองอยู่คนละเขต  บุตรทั้ง ๓  นอกจากทัตตะ  ย่อมพากันมาเฝ้าพระบิดามารดาเดือนละครั้ง  ส่วนทัตตะมาเยี่ยมทุกกึ่งเดือน  ทั้งได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ  และยังขึ้นไปเฝ้าท้าววิรูปักขมหาราชกับพระบิดาเสมอ  ปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักวิรูปักขมหาราชนั้น  ก็ได้ทัตตะช่วยแก้ไขด้วย  และด้วยความปรีชาสามารถในการแก้ปัญหาต่าง ๆ  ดังนี้  เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างเทพยดาซึ่งไม่มีใครแก้ไขได้  ทัตตกุมารก็ได้รับเชิญให้ขึ้นบัลลังก์ช่วยแก้ปัญหานั้น  ในที่สุดท้าวสักกเทวราชเห็นว่า  ทัตตะเป็นผู้มีปรีชาสามารถยอดเยี่ยม  จึงพระราชทานนามให้เป็นเกียรติว่า  "ภูริทัตตะ"  (ทัตตะผู้เรืองปัญญา)

เมื่อภูริทัตตะขึ้นไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช  แลเห็นเวชยันต์ปราสาทงดงามพรั่งพร้อมด้วยเทพอัปสร  เป็นที่รื่นรมย์ใจยิ่งนัก  ก็มีความรักใคร่ในเทวโลก  คิดเห็นว่า  การที่จะเป็นนาคมีกบเขียดเป็นอาหารเช่นตัวเราขณะนี้ไม่เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาเสียเลย  เราจะกลับลงไปยังนาคพิภพแล้วตั้งใจรักษาอุโบสถ  ก็จะเป็นหนทางให้เรามาเกิดในเทวโลกนี้ได้  ครั้นกลับลงมาถึงนาพิภพแล้ว  จึงเข้าไปทูลพระชนกชนนีขอลาไปรักษาอุโบสถ  พระชนกชนนีก็ตอบอนุญาต  แต่ขออย่าไปรักษาภายนอก  จงรักษาอยู่ใวิมานว่างเปล่าสักแห่งหนึ่งภายในนาคพิภพนี้  เพราะว่านาคที่ออกไปนอกพิภพแล้ว  มักมีภัยเกิดขึ้นได้มาก  ภูริทัตตกุมารก็รับคำ  แล้วไปรักษาอุโบสถอยู่ในวิมานว่างเปล่าภายในอุทยานนั้น  ฝ่ายนางนาคมาณวิกาาทั้งหลายก็พากันถือเครื่องดนตรีต่าง ๆ  ไปห้อมล้อมขับกล่อมอยู่

ภูริทัตตกุมารเห็นว่า  การรักษาอุโบสถในสถานที่เช่นนี้  คงทำได้ไม่ดีถึงที่สุด  เราจักไปรักษาอุโบสถในเมืองมนุษย์  คิดดังนั้นแล้วก็มิได้ลาพระชนกชนนีเพราะกลัวว่าจะถูกห้ามปราม  เป็นแต่เรียกชายาเข้ามาสั่งว่า  "เราจะไปรักษาอุโบสถในโลกมนุษย์  จะขดขนดกายนอนบนจอมปลวกใกล้ต้นไทรใหญ่ริมแม่น้ำยมุนา  เมื่อเรารักษาตลอดคืนแล้ว  ถึงเวลารุ่งอรุณพวกเจ้าจงเป็นเวรกัน  เวรละ  ๑๐  นาง  ไปรับเรามายังนาคพิภพนี้"  สั่งแล้วก็ตรงไปสู่ที่หมาย  ม้วนขนดกายอยู่บนจอมปลวกอธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์  ๔  ว่า  "ผู้ใดต้องการหนังก็ดี  เอ็นก็ดี  กระดูกก็ดี  เลือดก็ดี  จงนำเอาไปตามต้องการเถิด"  และเนรมิตกายให้เล็กเท่างอนไถ   นอนรักษาอุโบสถอยู่  พอรู่งอรุณขึ้น  นางนาคมาณวิกา  ๑๐  นาง  ก็พากันมาปรนนิบัติและพาไปยังนาคพิภพ  ภูริทัตตกุมารรักษาอุโบสถโดยวิธีนี้  อยู่ช้านาน"


...............................


(ยังมีต่ออีก)