วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๑๐ พระเวสสันดร (หน้า ๓)


พราหมณ์ทั้ง ๘  คนนั้น  ได้ไปยังนครเชตุดร  คอยดักพบพระเวสสันดรเวลาทรงช้างมงคลออกตรวจดูโรงทานตามประตูเมืองทิศต่าง ๆ  พอพบพระเวสสันดรเสด็จมา  ก็ประคองแขนขึ้นเป็นการแสดงถึงการขอ  พระเวสสันดรจึงทรงขับช้างเข้าไปใกล้แล้วตรัสถาม  พอทรงทราบความประสงค์แล้ว  พระองค์ทรงดำริว่า  "เราได้ตั้งใจอยู่พร้อมแล้วว่า  จะบริจาคแม้กระทั่งชีวิตและเลือดเนื้อที่เรียกว่า  ทานภายใน  แต่ที่พราหมณ์นี้ขอก็คือช้างมงคลซึ่งเป็นเพียงทานภายนอกเท่านั้น  ทำไมเราจะให้ไม่ได้เล่า"  ดำริแล้วเสด็จลงจากคอช้าง  เรียกพรหมณ์เข้ามาใกล้ ๆ  แล้วทรงจับงวงช้างวางลงบนมือพราหมณ์  แล้วทรงหยิบคนโทน้ำหลั่งลงเป็นการแสดงว่า  ได้ประทานช้างให้แล้ว  พร้อมทั้งเครื่องประดับช้างอันประกอบด้วยแก้วแหวนเงินทองราคาหลายแสน

เมื่อการพระราชทานช้างเสร็จลงแล้ว  ก็เกิดแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนไปทั่ว  ชาวพระนครโจษจันกันด้วยความเสียดายอย่างที่สุด  เลยก่อการกำเริบขึ้น  เขาได้พากันไปกราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยให้ทรงทราบ  พระเจ้ากรุงสญชัยทรงสำคัญว่า  ชาวนครจะให้ทรงฆ่าพระเวสสันดรเสีย  จึงตรัสแก่ประชาชนชาวนครว่า  "พระเวสสันดรเป็นบุตรสุดที่รัก  เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา  เป็นสิ่งเดียวที่เรามีอยู่ในชีวิตนี้  เราจะฆ่าเสียได้อย่างไรกัน  อนึ่งเล่า  พระเวสสันดรเป็นผู้มีศีลประเสริฐสุด  การบริจาคทานทั้งปวงไม่ใช่เป็นความผิดคิดร้ายอย่างไร  ไฉนจะให้ฆ่าเสียด้วยเหตุผลอันใด"

ชาวนคร   "ไม่ต้องถึงกับฆ่าดอก  พระเจ้าข้า  แต่ว่าการบริจาคทานอย่างนี้  วันหนึ่งจะทำให้บ้านเมืองพินาศหมดสิ้น  ขอให้พระองค์จงทรงเนรเทศออกไปเสียจากนครสีพีนี้เถิด  พระเจ้าข้า"

พระเจ้าสญชัย  "ถ้าชาวนครประสงค์อย่างนั้น  เราก็ไม่ขัดข้อง  ก็แต่ว่าขอให้พระราชบุตรของเราได้มีโอกาสพักผ่อนอยู่ในพระนครนี้สักราตรีก่อนเถิด  ต่อพรุ่งนี้จึงจะให้เสด็จออกจากพระนครไป"

ชาวนครได้ฟังดังนั้นก็พอใจ  ต่างทยอยกันกลับเคหสถานของตน  พระเจ้าสญชัยจึงตรัสเรียกนายนักการมา  แล้วให้ไปตามพระเวสสันดรมาเฝ้า

นายนักการนั้น  เข้าไปกราบทูลพระเวสสันดรให้ทรงทราบด้วยความเคารพอย่างที่สุด

นายนักการ  "ขอพระองค์ได้ทรงโปรดเถิด  ข้าพระบาทจะทูลความทุกข์ให้พระองค์ทราบ  ขอพระองค์อย่าได้ทรงโกรธแก่ข้าพระบาทเลย"

พระเวสสันดร  "มีอะไรก็ว่าไปเถอะ  เราจะให้อภัยแก่ท่าน"

นายนักการ  "ชาวนครทั้งหลายได้มาประชุมกันที่พระลานหลวง  เพราะมีความโกรธแค้นที่พระองค์ทรงประทานช้างมงคลแก่พราหมณ์กาลิงครัฐไป  ได้ขอให้พระเจ้าสญชัยเนรเทศพระองค์เสียจากพระนคร  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดร  "ทานที่เราให้ไปนั้น  จะเป็นช้างก็ดี  หรือเครื่องเพชรนิลจินดาที่ประดับช้างก็ดี  หรือจะเป็นแก้วมณี  แก้วไพฑูรย์  และแก้วมุกดาก็ดี  แม้จะมีค่ามากมายสักเพียงใดก็ตาม  ก็เป็นเพียงทานภายนอกเท่านั้น  แต่ทานภายใน  เช่น  ลูกตา  ขา  แขน  ตลอดจนเลือดเนื้อและดวงหทัย  แม้ว่ายาจกมาขอเราก็ยินดีบริจาคให้ไม่หวั่นไหว  เอาเถอะ  แม้ว่าชาวนครสีพีนี้จะฆ่าเราก็ตาม  จะตัดเราเป็น  ๗  ท่านก็ตาม  จะทำให้เรางดการให้ทานเสียมิได้เลย"

นายนักการทูลแนะนำว่า  "ขอพระองค์จงเสด็จไปอารัญชรคีรี  ทางฝั่งแม่น้ำโกนติมารา  พระเจ้าแผ่นดินที่ถูกเนรเทศจะเสด็จไปทางนี้  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดร  "ดีแล้ว  เราจะไปตามทางของพระเจ้าแผ่นดินที่ถูกเนรเทศ  แต่ว่าขอให้ชาวนครจงให้โอกาสแก่เราอีกสักวันหนึ่งเถอะ  เราอยากจะให้ทานอีกสักวันหนึ่ง  ในวันพรุ่งนี้  มะรืนนี้  เราจึงจะไป"

นายนักการรับพระดำรัสแล้วก็ทูลลากลับไป  เพื่อแจ้งให้พระเจ้าสญชัยและชาวนครทราบทั่วกัน

เมื่อนายนักการหลีกไปแล้ว  พระเวสสันดรก็ตรัสเรียกประชุมเสนาผู้ใหญ่  แล้วตรัสว่า  "พรุ่งนี้เราจะให้ทานเป็นหมวด  หมวดละ  ๗๐๐  เช่น  ช้าง  ๗๐๐  ม้า  ๗๐๐  รถ  ๗๐๐  โคนม  ๗๐๐  เป็นต้น  ซึ่งมีชื่อเรียกว่า  "สัตสดกมหาทาน"  ขอให้ท่านจงจัดสิ่งของทั้งปวงไว้ให้ถูกต้องเรียบร้อยทุกอย่าง ๆ  แม้กระทั่งสุราซึ่งเป็นของไม่ควร  ก็ขอให้จัดไว้ด้วย"

ตรัสสั่งเสร็จแล้วก็ให้เลิกประชุม  แล้วเสด็จเข้าพบพระนางมัทรีเป็นการส่วนพระองค์

พระเวสสันดร  "ที่รัก   ทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทอง  ทั้งที่เป็นของที่พี่ให้และะที่พระราชบิดาของเธอให้มานั้น  เธอเก็บรักษาไว้ดีแล้วหรือ ?"

พระนางมัทรี  "หม่อมฉันเก็บไว้เรียบร้อยทั้งหมดแล้ว  เพคะ"

พระเวสสันดร  "ดีแล้วน้องรัก  แต่พี่เห็นว่า  การเก็บรักษาไว้เช่นนั้นยังหาได้ชื่อว่าเก็บไว้ดีแล้วโดยแท้จริงไม่"

พระนางมัทรี  "พระองค์จะทรงให้หม่อมฉันเก็บไว้ที่ไหน  เพคะ ?"

พระเวสสันดร  "น้องควรนำมาบริจาคเป็นทานให้เป็นประโยชน์แก่คนยากจนดีกว่า  การเก็บไว้เฉย ๆ  เช่นนั้น  เป็นการทำของที่มีประโยชน์ให้ไร้ประโยชน์  ไม่มีความหมายอะไรยิ่งกว่าก้อนหินกรวดที่ฝังอยู่ในดินเลย  เพราะว่าที่พึ่งอันแท้จริงของสัตว์ทั้งหลาย  คือ  การบริจาคทาน"

พระนางมัทรี  "ดีละเพคะ  หม่อมฉันจะทำทานด้วย"

พระเวสสันดร  "แม่มัทรีน้องรัก  ต่อไปนี้ขอให้เธอจงมีความเอ็นดูกรุณาบุตรทั้ง  ๒  ให้มาก  ตลอดถึงพระบิดามารดาของพี่ด้วย  ถ้าจะมีผู้ใดมาตกลงเป็นภัสดาของเธอ  ก็ขอให้เธอจงปฏิบัติผู้นั้นโดยเคารพ  หรือถ้าไม่มีใครมาตกลง  พี่ก็อนุญาตให้เธอแสวงหาภัสดาใหม่ได้  เพราะเธอกับพี่จะต้องแยกจากกันแล้ว  เธออย่าต้องลำบากเพราะการจากพี่เลย"

พระนางมัทรี  "ข้าแต่พระทูลกระหม่อมแก้ว  ไฉนพระองค์จึงตรัสเรื่องไม่สมควรเช่นนี้เล่า  เพคะ"

พระเวสสันดรจึงตรัสเล่าเรื่องชาวนครโกรธแค้นจนให้เนรเทศพระองค์ให้พระนางมัทรีทรงทราบ  "มะรืนนี้  พี่ก็จะต้องออกจากพระนครแล้ว  ชีวิตคนเดียวของพี่ในป่าหิมพานต์นั้นเป็นที่น่าสงสัยอยู่"

พระนางมัทรี  "ข้าแต่ขัตติยราช  หม่อมฉันจะขอตามเสด็จไปด้วย  ระหว่างการไปตายกับพระองค์กับการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากพระองค์  หม่อมฉันขอเลือกเอาการไปตายกับพระองค์  ชีวิตนี้ขาดพระองค์เสียแล้วก็หมดความหมาย  เพคะ"

พระเวสสันดร  "อย่าเลยที่รัก  ชาวนครประสงค์ให้เนรเทศพี่คนเดียว  ส่วนพระน้องนั้นไม่มีความผิดอันใด  ไม่ควรที่จะต้องพลอยไปได้รับความลำบากระหกระเหินกับพี่ด้วย  ข้อสำคัญก็คือพระน้องจะต้องดูแลบุตรทั้งสองที่น่ารักของเรา  เธอจะทอดทิ้งบุตรไปกับพี่ได้อย่างไรกัน"

พระนางมัทรี  "ภรรยาที่ดีจะต้องยินดีรับทุกข์รับสุขร่วมกับสามีเหมือนคนคนเดียวกัน  หม่อมฉันจะพาบุตรทั้งสองไปด้วย  ขอพระองค์อย่าทรงปริวิตกเลย"

พระนางมัทรีได้วาดภาพป่าหิมพานต์ให้พระเวสสันดรฟังอย่างน่ารื่นรมย์ว่า

"กุมารทั้งสองของเรากำลังน่ารัก  มีเสียงไพเราะ  นั่งเล่นเจรจาอยู่ตามพุ่มไม้ในป่าใกล้ ๆ  อาศรม  จะช่วยให้พระองค์ไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ"

"เมื่อพระองค์ได้ทอดพระเนตรกุมารทั้งสองของเรา  ทรงประดับดอกไม้ป่า  ฟ้อนรำรื่นเริงอยู่ในบริเวณอาศรม  ก็จะทำให้ลืมราชสมบัติเสียได้"

"ป่าหิมพานต์นั้น  มีฝูงช้างไพรท่องเที่ยวไปมา  ส่งเสียงร้องก้องโกญจนาท  เกลื่อนกล่นด้วยสัตว์ป่านานาชนิด  มีนางกินรีฟ้อนรำ  ขับเพลงประสานเสียงน้ำตกอยู่เสมอ  ประกอบด้วยเสียงนกเค้า  เสียงราชสีห์  เสือโคร่ง  แรด  กวาง  วัวลาน  ร้องประสานรับกันเป็นระยะ ๆ  มีพญานกยูงแวดล้อมด้วยนางนกยูงรูปงามขนสีสวยอยู่เป็นหมู่ ๆ  มีต้นไม้ต่าง ๆ  บ้างก็ออกดอกเบ่งบานสะพรั่ง  ต่างสีต่างสวยส่งกลิ่นตลบ  บ้างก็มีลูกห้อยระย้าเต็มต้น  สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่จะพาให้รื่นรมย์  ลืมราชสมบัติและความบรมสุขในพระนครเสียได้"

พระนางมัทรีได้พรรณนาป่าหิมพานต์ให้พระเวสสันดรฟัง  อย่างน่ารื่นรมย์  ราวกะว่าพระนางได้เคยทอดพระเนตรมาแล้ว  ฉะนั้น


.................................


จาก...หนังสือทศชาติชาดก  (พระเจ้าสิบชาติ)
โดย...แปลก  สนธิรักษ์























ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น