วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๑๐ พระเวสสันดร (หน้า ๑๐)


๘. กุมาร  (ต่อ)

สองกุมารได้สดับดังนั้น  ก็ตกใจไหวหวั่น  จึงพากันแอบไปหลังพระคันธกุฎีแล้วเสด็จหนีซอกซอนไปตามพงรก  ด้วยกลัวว่าตาชูชกจะมาตามจับตัว  ให้ตกใจสั่นระรัวไม่อาจแอบอยู่ในที่ใด ๆ  ได้  จึงพากันวิ่งไปทางโน้น  แล้วก็กลับมาทางนี้  จนในที่สุดก็มาถึงขอบสระโบกขรณี  จึงพากันลงไปในน้ำ  เอาใบบัวปิดพระเศียร  ซ่อนกายประทับยืนอยู่ในกระแสชลในสระนั้น

ฝ่ายชูชกเมื่อไม่เห็นสองกุมาร  จึงเอะอะขึ้นว่า  "ดูเถอะท่านพระเวสสันดร  พระองค์ประทานสองกุมารให้แล้ว  ครั้นพอกระหม่อมฉันทูลว่า  จะไม่พาไปหาพระอัยกาที่กรุงเชตุดร  แต่จะพาไปให้พราหมณีอมิตดาใช้ต่างทาส  กลับทำสัญญาบุ้ยใบ้ให้กุมารพากันหนีไปเสีย  แล้วกลับทำเป็นนั่งนิ่งไม่รู้ไม่ชี้  เจ้าข้าเอ๋ย  บรรดามนุษย์ในโลกนี้เห็นจะไม่มีใครขี้ปดมดเท็จเหมือนพระองค์อีกแล้ว"

พระเวสสันดร  "พราหมณ์เอ๋ย  อย่าวุ่นวายไปเลย  เอาเถอะเราจะนำกุมารทั้งสองมามอบให้"  ตรัสแล้วก็เสด็จลงตรงไปหลังบรรณศาลา  ตามรอยเท้าเรื่อยไปจนถึงสระโบกขรณี  ก็ทรงทราบได้ทันทีว่า  สองกุมารลงไปซ่อนตัวอยู่ในน้ำ  จึงตรัสเรียกว่า  "พ่อชาลีของพ่อเอ๋ย  ไยเจ้านิ่งเฉยอยู่เล่า  จงขึ้นมา  จงช่วยให้พ่อได้บำเพ็ญทานบารมีที่ประสงค์  ทั้งสองเจ้าจงเป็นดั่งนาวา  พาพ่อข้ามมหาสมุทรไปให้ถึงฝั่งดังปรารถนาเถิด"

พระกุมารชาลีได้สดับดังนั้น  ก็ทรงตัดสินพระทัยมั่นลงไปว่า  ตาพราหมณ์เฒ่านี้จะดีร้ายกะเราอย่างไรก็ตาม  ก็จงทำเอาตามปรารถนาเถิด  เราจะเสียสละบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่พระบิดา  ณ  บัดนี้  แล้วพระชาลีจึงโผล่พระเศียรแหวกน้ำขึ้นมา  คลานเข้าไปหมอบอยู่แทบพระบาทาของพระบิดา  แล้วทรงกรรแสงเป็นที่น่าสมเพชยิ่งนัก

พระเวสสันดรเมื่อทรงเห็นแต่พ่อชาลี  ไม่ทรงเห็นแม่กัณหา  จึงตรัสว่า  "พ่อชาลี  แม่กัณหาน้องเจ้าไปอยู่ไหนเล่า ?"

พระกุมารชาลี  "ข้าแต่พระบิดาบังเกิดเกล้า  ธรรมดาสรรพสัตว์  เมื่อเห็นภัยพิบัติมีมา  ก็ต้องพยายามรักษาตัวแหละยิ่งกว่าสิ่งใด  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดรจึงทรงดำริว่า  "ชะรอยลูกทั้งสองจะทำกติกาสัญญานัดแนะกัน"  แล้วจึงตรัสเรียกว่า  "แม่กัณหาลูกรักจงมาหาพ่อเถิด"

ดังนั้น  พระกุมารีกัณหาก็เสด็จขึ้นมาซบอยู่แทบพระบาทพระบิดาหลั่งอัสสุชลธาราลงบนพระบาทจนเปียกชุ่ม

พระเวสสันดร  มีพระหฤทัยแทบจะแตกสลาย  เอื้อมพระหัตถ์ลูบหลังทั้งสองกุมาร  แล้วทรงประคองให้ลุกขึ้นแล้วตรัสว่า  "เจ้าไม่รู้หรือพ่อนี้ปรารถนาจะบำเพ็ญทานบารมีให้ถึงที่สุด  ซึ่งจะไม่มีใครในโลกนี้อีกแล้วที่จะทำได้"  แล้วก็ทรงตีราคาค่าตัวของสองกุมารว่า  "ถ้าเจ้าอยากจะเป็นไทไม่เป็นทาส   ก็ต้องไถ่ตัวด้วยทองคำพันแท่ง  ส่วนเจ้านั้นเป็นหญิงมีค่ามาก  จักต้องไถ่ ตัวด้วยจำนวนทาสชายหญิง  และช้างม้าโคอุสภอย่างละ  ๑๐๐  ถ้วน  พร้อมกับทองคำ  ๑๐๐  แท่ง "  ตรัสแล้วก็ทรงจูงหัตถ์สองกุมารมายังพระกุฎี  ตรัสเรียกชูชกมาว่า  "พราหมณ์เอ๋ย  เชิญมานี่เถิด"  พระองค์ทรงหยิบพระเต้าอุทกพร้อมกับตั้งปณิธานจิตมั่นต่อพระสัพพัญญุตญาณ  แล้วหลั่งลงในมือพราหมณ์  เพื่อแสดงว่าได้มอบสองกุมารให้แล้ว  ณ  บัดนั้น

ชูชกดีใจ  หันเข้าไปในป่า  เอาปากกัดเถาวัลย์ลากลงมา  แล้วก็ผูกพระหัตถ์ซ้ายขวาของสองกุมารเข้าด้วยกัน  ถือปลายเถาวัลย์แล้วก็ลงไม้เรียว  ฉุดกระชากลากเอาไป  เสียงไม้เรียวดังขวับเควี้ยว  เนื้อของสองกุมารก็แตกโลหิตไหลเป็นทาง  พอแกเฆี่ยนองค์น้อง  องค์พี่ก็เอาหลังรับเอาไว้  พอเฆี่ยนองค์พี่  องค์น้องก็เอาหลังรับไว้  ยิ่งทำให้ตาชูชกเดือดดาลเป็นการใหญ่  ดึงไปเฆี่ยนไปในหนทางไม่ราบเรียบ  แกเหยียบก้อนหินพลาดหกคะมำคว่ำลงไป  เถาวัลยหลุดมือสองกุมารก็วิ่งกลับไปหมอบอยู่แทบเท้าพระบิดาสั่นระรัวไปทั้งองค์

สองกุมารพากันกราบทูลพระบิดาว่า  "ข้าแต่พระบิดา  ขออย่าเพิ่งประทานลูกให้ไปก่อน  รอจนกว่าลูกจะได้พบพระมารดาซึ่งเสด็จกลับมาในเวลาเย็น  เมื่อลูกและพระมารดาได้เห็นกันแล้ว  จึงค่อยประทานให้ไปเถิด"

พระเจ้าข้า   ข้าแต่พระบิดา  อีตาพราหมณ์แก่นี้มันแสนจะเหี้ยมโหด  สารรูปก็เต็มไปด้วยบุรุษโทษถึง  ๑๘  ประการ  คือ

  1. ฝ่าเท้าทั้งสองข้างใหญ่โค้งคด
  2. เล็บทั้งหมดดำเป็นหนองเน่า
  3. น่องทู่  ยู่ขึ้นยานลงเป็นกระติกย้อย
  4. ฝีปากบนหุบย้อยหุ้มฝีปากล่าง
  5. น้ำลายไหลเป็นยางยืดทั้งสองแก้ม
  6. เขี้ยวงอกแยกแย้มบนปากเหมือนเขี้ยวหมู
  7. จมูกฟุบยุบอยู่ดูน่าชัง
  8. ท้องพลุ้ยเป็นกะเปาะตั้งดังหม้อใหญ่
  9. สันหลังไหล่ค่อมคดโกงหัก
  10. ตาถล่นลึกทรลักษณ์  ข้างหนึ่งเล็ก  ข้างหนึ่งใหญ่ไม่เท่ากัน
  11. หนวดเคราดังทองแดงดูน่ากลัว
  12. ผมเหลืองสลัวดังสีลาน
  13. ตามตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็นนูนเกะกะ
  14. มีต่อมแมลงวันและตกกระดั่งโรยงา
  15. ตาเหลือกเหล่เหลืองเหมือนตาแมว
  16. คอ  หลัง  และสะเอวคดค่อม
  17. เท้าทั้งสองโกงกางเกะกะ  (ขาเก)
  18. ขนหยาบแข็งดังแปรงหมู
"ลักษณะอย่างนี้ผิดมนุษย์ธรรมดา  น่าจะเป็นยักษ์มากกว่า  พระบิดาไม่สงสารลูกแล้วหรือ  จึงทรงนิ่งเฉยไม่นำพา  ปล่อยให้มันมาเฆี่ยนตีเอาตามใจชอบ  ถึงอย่างไรก็ขอโอกาสให้ลูกทั้งสองได้พบพระมารดาก่อนเถิด  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดรทรงนิ่งอั้นตันพระหฤทัย  พระชาลีจึงทรงคร่ำครวญต่อไปว่า  "ตาเฒ่าแกเฆี่ยนตีลูกนี้ไม่เดือดร้อน  กระหม่อมฉันเป็นชายย่อมทนได้เป็นธรรมดา  แต่ทุกข์ที่พระน้องกัณหากับพระมารดาจะไม่ได้พบกันนี่สิร้ายนัก  พระมารดาจะทนมีชีวิตอยู่อย่างไรกัน  ตั้งแต่เสด็จกลับมาพอไม่เห็นหน้าลูกรักก็คงจักเศร้าโศกสุดพรรณนา  ข้าแต่พระบิดา  ไฉนพระองค์จึงตัดได้ไม่รู้สึกเสียบ้างเลย"  ก็พอดีตาชูชกตามมาถึง  แกก็เข้ามาดึงฉุดคร่าพาเอาไปอีก  พระชาลีจึงร้องสั่งพระบิดาเป็นครั้งสุดท้ายว่า  "ได้โปรดบอกพระมารดาด้วย  ขอให้ทรงดูตุ๊กตาช้างม้าและโคแทนลูกไปก่อน  จะช่วยผ่อนความเศร้าโศกลงไปได้บ้างเป็นแน่  ก็แต่ว่าเมื่อไรเล่าจึงจะได้พบกันอีก  พระแม่จ๋า"

พระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นสองกุมารถูกฉุดกระชาก  และโบยตีไปต่อหน้า  พระหฤทัยของพระองค์ปวดร้าวแทบจะพินาศ  จึงรีบเสด็จเข้าในบรรณศาลา  พลางก็ทรงพระปริเทวนาถึงสองกุมาร  พระองค์ทรงระลึกเห็นภาพที่สองกุมารจะต้องประสบกับความลำบากทุกขเวทนาในการเดินทาง  เช่น  ต้องเดินเท้าเปล่า  ต้องหิวโหยในเวลาอาหาร  ทั้งยังถูกพราหมณ์ใจร้ายเฆี่ยนตีอย่างทารุณ  ทำให้พระองค์รู้สึกโกรธแค้น  และทรงดำริเลยไปว่า  "เออ กูจะถือธนูและเหน็บพระแสงตามไปเอาลูกคืนมาเสียจากพราหมณ์ใจร้าย"  แต่แล้วก็กลับพระทัยหวนคิดไปว่า  "ทุกข์ที่ลูกถูกเฆี่ยนตีนั้นไม่ใช่เหตุสำคัญ  การบริจาคทานไม่สำเร็จต่างหากเป็นเรื่องสำคัญที่สุด  ซึ่งเราควรจะพยายามให้สำเร็จลงให้จงได้ในชีวิตนี้"

สองพี่น้องถูกพราหมณ์ชูชกพาไปโดยรีบด่วน  เพื่อจะได้ห่างไกลออกไปจนพระนางมัทรีตามไม่ทัน  เพราะฉะนั้น  แกจึงเร่งลงไม้เรียวไม่ขาดระยะ  กุมารทั้งสองแสนเจ็บปวดทั่วสรรพางค์  วิ่งพลาง  ร้องไห้พลาง  ทั้งเหนื่อยทั้งหิว  พระชาลีจึงตรัสกับน้องว่า  "เด็กผู้ใด  กำพร้าพ่อ  แต่ยังมีแม่  หาได้ชื่อว่ากำพร้าไม่  เด็กผู้ใด  กำพร้าแม่  แต่ยังมีพ่อ  ก็เหมือนกำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่  เพราะมีพ่อก็ไม่เหมือนแม่"

สำหรับพระกัณหานั้นน่าสงสารมาก  เพราะเป็นเด็กผู้หญิง  เดินพลางวิ่งพลาง  ร้องไห้พลาง  เฝ้าแต่เรียกหาแม่ทุกระยะ  เมื่อเวลาใกล้ค่ำลงก็ยิ่งทรงรำพันมากขึ้น  เพราะเคยเห็นแม่กลับจากป่า เอาผลไม้มีรสดีส่งให้รับประทาน  ป่านฉะนี้แม่จะเห็นใคร

การเดินทางในวันนั้น  ยังไม่ทันพ้นประตูเขาวงกตไป  ก็พอดีค่ำลงตรงกลางป่านั้นเอง


................................




จาก.......หนังสือทศชาติชาดก  (พระเจ้าสิบชาติ)
โดย.......แปลก  สนธิรักษ์






















.........................................




















วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๑๐ พระเวสสันดร (หน้า ๙)



๘.  กุมาร

ตาเฒ่าชูชกมุ่งหน้าดุ่มเดินไปตามทางที่พระอัจจุตฤษีบอก  ด้วยความหวังตั้งใจมั่นที่จะได้สองกุมารใช้เป็นทาส  จนตราบเท่าถึงขอบสระโบกขรณีสี่เหลี่ยมจตุรัสริมบริเวณพระอาศรม  ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้ค่ำ  แกจึงหยุดคิดขึ้นได้ว่า  วันนี้เย็นมากแล้ว  พระนางมัทรีคงกลับจากป่ามาถึงที่อยู่เรียบร้อยแล้ว  เราอย่าด่วนเข้าไปเลย  เพราะว่าธรรมดาสตรีย่อมมีนิสัยตระหนี่เหนียวแน่น  และมักขัดขวางการบริจาคทาน  อย่ากระนั้นเลย  วันพรุ่งนี้เมื่อพระนางมัทรีเข้าป่าหาผลไม้  เราจึงจะเข้าไปเฝ้าพระเวสสันดรทูลขอสองกุมาร  แล้วก็ฉวยโอกาสพาสองกุมารหนี  ด้วยอุบายอย่างนี้จึงจะสำเร็จสมปรารถนา

ในคืนนั้น  พระนางมัทรีทรงสุบินว่า  มีบุรุษดำ  กำยำร่างใหญ่  นุ่งผ้ากาสาวพัสตร์  ทัดดอกไม้แดง  ถือดาบ  บุกรุกเข้ามาในบรรณศาลา  จับพระนางที่ชฎา  แล้วฉุดกระชากลากออกมา  ผลักพระนางให้ล้มหงายบนแผ่นดิน  แล้วก็ควักเอาพระเนตรทั้งสองข้าง  ตัดเอาพระพาหาทั้งขวาซ้าย  และผ่าพระอุระล้วงเอาดวงหทัยไป  พระนางสะดุ้งพระทัยผวาตื่น  พระวรกายสั่นด้วยฝันร้าย  จึงรีบเสด็จไปหาพระเวสสันดรเพื่อทูลขอให้ช่วยทำนาย  พอเสด็จถึงจึงทรงเคาะประตูทั้ง ๆ  ที่ยังไม่สว่าง

พระเวสสันดรจึงตรัสถาม  "ฬครกันนั่น  มาเคาะประตูทำไมในยามดึกดื่น ?

พระนางมัทรี  "กระหม่อมฉันมัทรี  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดร  "เอ๊ะ  นี่เธอลืมกติกาสัญญาเสียแล้วหรือ  ว่าเราจะไม่ไปมาหาสู่กันในเวลามืดค่ำ  ไฉนจึงได้มาหาเราในเวลาอันไม่สมควรเช่นนี้"

พระนางมัทรี  "หม่อมฉันฝันร้ายเหลือเกิน  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดร  "ถ้ากระนั้นก็จงอยู่ข้างนอก  แล้วบอกมาให้แจ่มแจ้งเถิดว่า  ฝันร้ายเป็นประการใด ?"

พระนางจึงทูลบรรยายฝันร้ายให้ทรงฟังทั้งที่ยังประทับอยู่นอกพระกุฎี

พระเวสสันดรได้สดับแล้วก็ทรงดำริว่า  "เราจะได้บำเพ็ญทานบารมี  พรุ่งนี้จะมียาจกมาขอสองกุมาร  เราจะปลอบมัทรีให้หายกลัวแล้วกลับไป"  แล้วจึงตรัสว่า  "ดูก่อนแม่มัทรีที่รัก  เธอฝันร้ายเพราะธาตุพิการ  เธอเหนื่อยอ่อนนอนไม่สำราญจึงเป็นไป  อย่ากลัวเลยเรื่องที่ฝัน  สงบอกสงบใจแล้วกลับไปกุฎีเสียเถิด"

พอราตรีสว่างแจ้ง  พระนางมัทรีก็ทรงจัดแจงทำกิจวัตรทุกอย่างเสร็จหมด  แล้วก็ทรงสวมกอดพระราชโอรสและโลมลูบจูบกระหม่อมด้วยความรัก  พลางก็ทรงประทานพระโอวาทว่า  "แม่จะเข้าป่าหาผลไม้นะลูกรัก  ระวังเนื้อระวังตัวอย่าประมาท  เมื่อคืนแม่ฝันร้ายยิ่งนักจักมีภัย  อย่าพากันไปเล่นให้ไกลพระอาศรมนะลูกนะ"  ครั้นแล้วก็ทรงพาไปเฝ้าพระราชสามีทูลว่า  "ข้าแต่สมมติเทพ  ขอพระองค์จงอย่าประมาทอาจมีภัยแก่ลูกรัก  หม่อมฉันวิตกนักว่าจะมีภัย  ขอได้โปรดกรุณาประทานความปลอดภัยด้วยเถิด"  เมื่อตรัสฝากฝังดังนี้แล้ว  ก็ทรงหิ้วกระเช้าและถือเสียม  พระเนตรเปี่ยมด้วยอัสสุชลธาราเสด็จเข้าป่าหาเผือกมันตามแนวไพร

ฝ่ายตาชูชกแก่นึกคะเนดูว่า  พระนางมัทรีคงจะเสด็จเข้าป่าไปแล้ว  แกก็รีบออกจากที่พักมุ่งหน้าตรงไปยังอาศรมของพระเวสสันดร  ซึ่งขณะนั้นพระองค์กำลังเสด็จประทับนั่งอยู่บนแผ่นศิลาพร้อมด้วยพระกุมารทั้งสอง  พอพระองค์ทอดพระเนตรเห็นชูชกเดินเข้ามาก็ทรงทราบได้ว่า  ถึงเวลาแล้วที่จะได้บำเพ็ญทานบารมีที่ประสงค์  ทรงมีพระหฤทัยเบิกบานและตรัสว่า  "พราหมณ์เอ๋ย  เชิญท่านเข้ามาเถิด"  แล้วหันไปตรัสกับพระชาลีกุมารว่า  "พ่อชาลีลูกรัก  โน่นดูเหมือนมีคนเดินมา  ลักษณะท่าทางเหมือนพราหมณ์  พอรู้สึกดีใจ  ลูกจงต้อนรับให้แกเข้ามาเถิด"

พระชาลีกุมาร  "กระหม่อมฉันก็แลเห็นเหมือนกับเป็นพราหมณ์  ดูเหมือนแกมีความต้องการจะมาขออะไรสักอย่างหนึ่งแน่  แก่เป็นแขกของเราแล้ว  ลูกจะออกไปต้อนรับ"

ตาชูชกเห็นพระชาลีวิ่งมา  ก็เดาเอาว่า  นี่แหละคือราชโอรสของพระเวสสันดร  ควรที่เราจะข่มขู่ให้รู้จักกลัวเกรงเราเสียก่อนจะได้ไม่ลำบากในภายหลัง  พอกุมารเอ่ยคำต้อนรับว่า  "พ่อพราหมณ์ส่งย่ามส่งบริขารมาเถอะ  หนูจะช่วยรับ"  แกก็ขู่สำทับด้วยผรุสวาจาว่า  "เหม่  อ้ายเด็กน้อย  หลีกไป  หลีกไป"  พระกุมารได้สดับดังนั้นก็รู้สึกว่า  "อีตานี่ช่างหยาบคายเสียจริง ๆ  รูปร่างหรือก็อัปลักษณ์เต็มไปด้วยบุรุษโทษทุกประการ"  พลันตาแกก็เข้าถึงหน้าพระที่นั่งของพระเวสสันดร  แล้วกล่าวคำเป็นสัมโมทนียกถาว่า  "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ  พระองค์ทรงเกษมสำราญดีอยู่หรือ  พระเจ้าข้า ?"

พระเวสสันดร  "ดูก่อนพราหมณ์  เรามีความสุขสบายดี  ไม่มีโรคภัยอันตรายใด  ๆ  รบกวน  เชิญท่านเข้ามาในอาศรมของเราเถิด  เราขอต้อนรับท่านด้วยความยินดี  ผลไม้ต่าง ๆ  ทั้งน้ำผึ้งรสหวานของเรามีบริบูรณ์  เชิญท่านบริโภคตามปรารถนาเถิด  ตั้งแต่เรามาอยู่ป่านี้ยังไม่มีผู้ใดมาถึงที่อยู่ของเราเลย  ท่านมีธุระประสงค์สิ่งใดหรือ  จึงมาเป็นแขกคนแรกของเรา ?"

ชูชก  "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณา  กระหม่อมฉันมาก็เพื่อจะทูลขอพระกุมาทั้งสอง  ขอพระองค์ได้ทรงประทานแก่หม่อมฉันด้วยเถิด  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดร  "ดูก่อนพราหมณ์เอ๋ย  เรื่องการบริจาคทานแล้วเรามิได้หวั่นไหวเลย  เอาเถอะ  เรายอมยกให้  แต่ว่าขณะนี้พระนางมัทรีผู้เป็นมารดายังหาผลไม้อยู่ในป่า  กว่าจะกลับมาก็คงเป็นเวลาเย็น  เชิญท่านพักกับเราสักราตรีหนึ่งก่อนเถิด  เพื่อว่ากุมารทั้งสองจะได้รับการตกแต่งประดับประดาจากพระมารดาก่อน  รุ่งเช้าจึงค่อยพาไปนะท่านพราหมณ์"

ชูชก  "ข้าแต่ขัตติยฤษี  กระหม่อมฉันไม่อยากจะพักอยู่ที่นี่ อยากจะทูลลาไปในบัดนี้  เพราะว่า  มัทรีจะขัดขวางทางบริจาคทาน  กระหม่อมฉันไม่ขอพบกับพระนางมัทรี  แต่จะขอทูลลาไปในบัดนี้  ขอพระองค์ได้ทรงตรัสเรียกกุมารทั้งสองมาเถิด  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดร  "ถ้ากระนั้น ก็ขอให้ท่านจงพาสองกุมารตรงไปหาพระเจ้าสญชัยผู้เป็นอัยกา  ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นหลานรัก  กำลังช่างพูดนารักน่าเอ็นดู  ก็จะทรงมีพระหฤทัยยินดี  และจักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมากนะ  พ่อพราหมณ์"

ชูชก  "ข้าแต่พระราชบุตรผู้ประเสริฐ  กระหม่อมฉันคงจะไม่พ้นพระราชอาญา  โดยจะต้องถูกกล่าวหาว่า  ฉกชิงลักพาเอาสองกุมารมา  อาจจะถูกขายเป็นทาสหรือประหารชีวิตเสียก็ได้  กระหม่อมฉันกลัวที่สุด  ก็คือจะถูกนางพราหมณีอมิตตาก่นด่าเอาจนย่อยยับ  อย่างนี้แหละ  พระเจ้าข้า"

พระเวสสันดร  "กระนั้นท่านจะพาเอาสองกุมารไปไหนกัน ?"

ชูชก  "จะไม่เอาไปขาย  จะมอบให้เป็นทาlของอมิตตาพราหมณี  พระเจ้าข้า"


......................................

(ยังมีต่ออีก)