วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชาติที่ ๘ พระนารทะ (หน้า ๑)

พระนารทะ
มีพระราชาองค์หนึ่งพระนามว่า  "อังคติราช"  ครองราชสมบัติในมิถิลานคร  พระองค์ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม  มีราชธิดาองค์หนึ่งพระนามว่า  "รุจาราชกุมารี"  มีพระรูปโฉมชวนชมยิ่งนัก  ส่วนพระมเหสีอื่น ๆ  ไม่มีโอรสธิดาเลย  พระธิดาจึงเป็นที่โปรดปรานของพระชนกอย่างที่สุด  ถึงกับพระราชทานเสื้อผ้าพัสตราภรณ์อย่างดีวิเศษให้พระธิดาทุกวัน  พระเจ้าอังคติราชนั้นมีอำมาตย์ผู้ใหญ่อยู่  ๓  นาย  คือ 
๑. วิชัยอำมาตย์  ๒. สุนามอำมาตย์  ๓. อลาตอำมาตย์

คืนวันหนึ่งกลางเดือน ๑๒   เป็นเทศกาลมหรสพ  ดอกโกมุทบานสะพรั่งมหาชนพากันตกแต่งพระนครและภายในพระราชฐานอย่างตระการตาปานประหนึ่งว่าเทวนคร  พระเจ้าอังคติราชเสด็จประทับสำราญพระราชอิริยาบถในปราสาทใหญ่ริมสีหบัญชร  มีหมู่อำมาตย์แวดล้อมพร้อมเพรียง ทอดพระเนตรดูดวงจันทร์ทรงกลดลอยเด่นอยู่  จึงมีพระราชดำรัสขึ้นว่า  "ยามราตรีบริสุทธิ์เช่นนี้  น่ารื่นรมย์จริง  เราควรจะเพลิดเพลินกันด้วยเรื่องอะไรดี ?"

อำมาตย์ทั้ง ๓  ได้กราบทูลตามอัธยาศัยของตน

อลาตอำมาตย์กราบทูลว่า  "ขอเดชะ"  ควรจะเตรียมจัดจตุรงคเสนาให้ครบครันทุกหมู่เหล่าแล้วยกขบวนพยุหเสนาออกรบ  รวบรวมประเทสน้อยใหญ่ทั่วผืนแผ่นดินนี้ให้เข้ามาอยู่ในอำนาจของพระองค์เสียเถิด  พระเจ้าข้า"

สุนามอำมาตย์กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราชเจ้า  เหล่าศัตรูของพระองค์ก็ตกมาอยู่ในอำนาจของพระองค์จนหมดสิ้นแล้ว  ต่างก็วางศัสตรายอมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ทั้งนั้น  วันนี้จะมาเพลิดเพลินด้วยการรบหาควรไม่  ทางที่ดีควรจัดการเลี้ยงดูและดื่มอวยชัยให้สำราญ  หาความเพลิดเพลินในการฟ้อนรำ  ขับร้อง  ประโคมดนตรี  อันเป็นยอดของความสุขทั้งปวงเถิด  พระเจ้าข้า"

วิชัยอำมาตย์กราบทูลว่า  "ข้าแต่มหาราชเจ้า  เรื่องการฟ้อนรำ  ขับร้อง  ประโคมดนตรี  ก็มีบำเรอพระองค์อยู่เป็นนิตย์แล้ว  ต้องพระประสงค์อย่างไรก้ได้ทุกเมื่อ  ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าว่า  ยามราตรีอันบริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นนี้  ควรพากันเข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูตรรู้อรรถธรรม  นิมนต์ให้ท่านขจัดขัดเกลาความสงสัยของพวกเราดีกว่า  พระเจ้าข้า"

พระเจ้าอังคติราชทรงพอพระทัยในคำกราบทูลของวิชัยอำมาตย  จึงตรัสว่า  "วิชัยอำมาตย์พูดถูกใจเราเหลือเกิน  ขอให้ทำตามข้อเสนอของวิชัยอำมาตย์นี้เถิด  แต่เราจะเข้าไปหาใครเล่าที่เป็นพหูสูต  ซึ่งสามารถจะให้ความเพลิดเพลินในอรรถธรรมแก่เราได้"

อลาตเสนาบดีรีบกราบทูลว่า  "ขอเดชะ"  มีอเจลกคนหนึ่งอยู่ในมิคทายวัน  ชื่อ  คุณาชีวก  เธอเป็นพหูสูต  พูดจาน่าฟั  ผู้นี้แหละจะช่วยกำจัดความสงสัย  ให้ปัญญาความรู้แก่เราได้อย่างเพลิดเพลินทีเดียว  พระเจ้าข้า"

"ถ้าอย่างนั้น  เราจะไปมิคทายวัน  จงนำยานเทียมม้ามาที่นี่"  พระราชาตรัส

พระเจ้าอังคติราชพร้อมด้วยข้าราชบริพาร  เสด็จมาถึงมิคทายวันซึ่งเป็นสำนักของคุณาชีวกแล้ว  เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก  ขณะนั้นมีพราหมณ์คหบดีประชุมกันอยู่ก่อนแล้ว  แต่พระองค์ก็ขอให้ทุกคนอยู่ร่วมประชุมกันต่อไป

พระเจ้าอังคติราชก็เริ่มตรัสถามปัญหาทางธรรมบางประการที่พระองค์ยังสงสัยอยู่  เช่น ปัญหาว่า  คนเราจะพึงประพฤติอย่างไรในบุคคลต่อไปนี้  บิดามารดา  อาจารย์และบุตรภรรยา  เพราะเหตุไรชนบางพวกจึงไม่ตั้งอยู่ในธรรม ฯลฯ  ปัญหาอย่างนี้มิใช่ของง่ายสำหรับคนทั่วไป  และยิ่งเป็นคนมิจฉาทิฐิอย่างคุณาชีวกด้วย  ก็เป็นปัญหาหนักที่ไม่อาจชี้แจงได้  ดังนั้นคุณาชีวกจึงแสร้งทูลเตือนว่า  "ข้าแต่มหาราชเจ้า  จะพูดถึงปัญหาอย่างนี้ไปทำไม ?  ไม่มีประโยชน์  ขอพระองค์ได้โปรดสดับทางที่แท้จริงของอาตมภาพเถิด  บุญบาปไม่มี  ปรโลกไม่มี  ไม่มีใครที่จากโลกนั้นมาโลกนี  ปู่ย่าตายาย  มารดาาบิดาไม่มี ครูบาอาจารย์ก็ไม่มี  สัตว์ทั้งหลายเสมอกันหมด  ไม่มีประเสริฐกว่ากัน  คนเกิดมาทุกวันนี้เกิดตามกันมาเหมือนเรือน้อยห้อยท้ายเรือใหญ่  จะได้ดีหรือชั่วก็ได้เอง  ทานหรือผลของทานไม่มี  คนโง่บัญญัติการให้ทานไว้เพื่อให้คนโง่ทำทาน  แต่บัณฑิตคอยรับทาน"


..............................

(ยังมีต่ออีก)
































 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น