| พระนารทะ |
๑. วิชัยอำมาตย์ ๒. สุนามอำมาตย์ ๓. อลาตอำมาตย์
คืนวันหนึ่งกลางเดือน ๑๒ เป็นเทศกาลมหรสพ ดอกโกมุทบานสะพรั่งมหาชนพากันตกแต่งพระนครและภายในพระราชฐานอย่างตระการตาปานประหนึ่งว่าเทวนคร พระเจ้าอังคติราชเสด็จประทับสำราญพระราชอิริยาบถในปราสาทใหญ่ริมสีหบัญชร มีหมู่อำมาตย์แวดล้อมพร้อมเพรียง ทอดพระเนตรดูดวงจันทร์ทรงกลดลอยเด่นอยู่ จึงมีพระราชดำรัสขึ้นว่า "ยามราตรีบริสุทธิ์เช่นนี้ น่ารื่นรมย์จริง เราควรจะเพลิดเพลินกันด้วยเรื่องอะไรดี ?"
อำมาตย์ทั้ง ๓ ได้กราบทูลตามอัธยาศัยของตน
อลาตอำมาตย์กราบทูลว่า "ขอเดชะ" ควรจะเตรียมจัดจตุรงคเสนาให้ครบครันทุกหมู่เหล่าแล้วยกขบวนพยุหเสนาออกรบ รวบรวมประเทสน้อยใหญ่ทั่วผืนแผ่นดินนี้ให้เข้ามาอยู่ในอำนาจของพระองค์เสียเถิด พระเจ้าข้า"
สุนามอำมาตย์กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราชเจ้า เหล่าศัตรูของพระองค์ก็ตกมาอยู่ในอำนาจของพระองค์จนหมดสิ้นแล้ว ต่างก็วางศัสตรายอมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ทั้งนั้น วันนี้จะมาเพลิดเพลินด้วยการรบหาควรไม่ ทางที่ดีควรจัดการเลี้ยงดูและดื่มอวยชัยให้สำราญ หาความเพลิดเพลินในการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี อันเป็นยอดของความสุขทั้งปวงเถิด พระเจ้าข้า"
วิชัยอำมาตย์กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราชเจ้า เรื่องการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ก็มีบำเรอพระองค์อยู่เป็นนิตย์แล้ว ต้องพระประสงค์อย่างไรก้ได้ทุกเมื่อ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าว่า ยามราตรีอันบริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นนี้ ควรพากันเข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูตรรู้อรรถธรรม นิมนต์ให้ท่านขจัดขัดเกลาความสงสัยของพวกเราดีกว่า พระเจ้าข้า"
พระเจ้าอังคติราชทรงพอพระทัยในคำกราบทูลของวิชัยอำมาตย จึงตรัสว่า "วิชัยอำมาตย์พูดถูกใจเราเหลือเกิน ขอให้ทำตามข้อเสนอของวิชัยอำมาตย์นี้เถิด แต่เราจะเข้าไปหาใครเล่าที่เป็นพหูสูต ซึ่งสามารถจะให้ความเพลิดเพลินในอรรถธรรมแก่เราได้"
อลาตเสนาบดีรีบกราบทูลว่า "ขอเดชะ" มีอเจลกคนหนึ่งอยู่ในมิคทายวัน ชื่อ คุณาชีวก เธอเป็นพหูสูต พูดจาน่าฟั ผู้นี้แหละจะช่วยกำจัดความสงสัย ให้ปัญญาความรู้แก่เราได้อย่างเพลิดเพลินทีเดียว พระเจ้าข้า"
"ถ้าอย่างนั้น เราจะไปมิคทายวัน จงนำยานเทียมม้ามาที่นี่" พระราชาตรัส
พระเจ้าอังคติราชพร้อมด้วยข้าราชบริพาร เสด็จมาถึงมิคทายวันซึ่งเป็นสำนักของคุณาชีวกแล้ว เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก ขณะนั้นมีพราหมณ์คหบดีประชุมกันอยู่ก่อนแล้ว แต่พระองค์ก็ขอให้ทุกคนอยู่ร่วมประชุมกันต่อไป
พระเจ้าอังคติราชก็เริ่มตรัสถามปัญหาทางธรรมบางประการที่พระองค์ยังสงสัยอยู่ เช่น ปัญหาว่า คนเราจะพึงประพฤติอย่างไรในบุคคลต่อไปนี้ บิดามารดา อาจารย์และบุตรภรรยา เพราะเหตุไรชนบางพวกจึงไม่ตั้งอยู่ในธรรม ฯลฯ ปัญหาอย่างนี้มิใช่ของง่ายสำหรับคนทั่วไป และยิ่งเป็นคนมิจฉาทิฐิอย่างคุณาชีวกด้วย ก็เป็นปัญหาหนักที่ไม่อาจชี้แจงได้ ดังนั้นคุณาชีวกจึงแสร้งทูลเตือนว่า "ข้าแต่มหาราชเจ้า จะพูดถึงปัญหาอย่างนี้ไปทำไม ? ไม่มีประโยชน์ ขอพระองค์ได้โปรดสดับทางที่แท้จริงของอาตมภาพเถิด บุญบาปไม่มี ปรโลกไม่มี ไม่มีใครที่จากโลกนั้นมาโลกนี ปู่ย่าตายาย มารดาาบิดาไม่มี ครูบาอาจารย์ก็ไม่มี สัตว์ทั้งหลายเสมอกันหมด ไม่มีประเสริฐกว่ากัน คนเกิดมาทุกวันนี้เกิดตามกันมาเหมือนเรือน้อยห้อยท้ายเรือใหญ่ จะได้ดีหรือชั่วก็ได้เอง ทานหรือผลของทานไม่มี คนโง่บัญญัติการให้ทานไว้เพื่อให้คนโง่ทำทาน แต่บัณฑิตคอยรับทาน"
..............................
(ยังมีต่ออีก)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น